วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เตรียมรถเที่ยวปีใหม่

การเตรียมรถก่อนออกเดินทาง

ใก้ลเวลาจะเดินทางท่องเที่ยว กันแล้วนะขอรับ เรามาเตรียมม้า ....เฮ้ยขอรับประทานรถยนต์ นะขอรับที่เราจะพาพวก พระเดชพระคุณท่านไปเที่ยวได้สะดวก โยธิน เรามาเริ่มต้นกันเลยนะขอรับ เริ่มที่เครื่องเครากันก่อน



1. เรามาดูเรื่องน้ำมันเครื่องนะขอรับ ว่าพระเดชพระคุณได้เปลี่ยนไปนานโขหรือยัง หรือยังอยู้ภายในเพลาที่กำหนด ถ้าเปลี่ยนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์อายุประมาณ 10,000 กม.แล้วละก็ดูได้จากใบที่ ช่างเครื่องได้บอกไว้แต่ถ้าว่า ยังเหลืออีก 1,000 - 2,000 กม.ก็ยังมิต้องไปเปลี่ยนขอรับ เพราะว่าน้ำมันเครื่องบัดเดียวนี้สามารถที่จะใช้ได้ เลยอีกประมาI 5,000 กม.เพราะถ้าเปลี่ยนไปแล้วเกิดช่างที่ทำ ความรูยังด่อยหรือ สะเพร่า ดันใส่น๊อตใต้แคร็งน้ำมันเครื่องหลวม หรือลืมเปี่ยนแหวนรองละก็ต้องไปเสียกลาง ทางจะหมดสนุก กลับมาแล้วค่อยเปลี่ยนนะขอรับ

2. เสร็จจากน้ำมันเครื่องก็มาดู น้ำมันเกียร์กันขอรับ โดยปกติ น้ำมันนี้จะไม่พร่องลงจากขีดนะขอรับ แต่ถ้าพร่องแสดงว่ามันมีรู แน่นอนหรือรั่ว นะขอรับ ถ้าอย่าง นี้แล้วไซร้ จงรีบให้ช่างดำเนินการเป็นการด่วน ก่อนที่เกียร์จะลาลับกลับบ้าน หรือกรณีที่น้ำมันมีสีขาวขุ่นเหมือนนมละก็แสดงว่ามีน้ำได้เข้าไปประบนแล้วรีบไปเอาออกได้

3. ตอนนี้เรามาดูเรื่อง น้ำมันเบรกกัน พระเดชพระคุณ บางท่านไม่สทราบว่ามันอยู่ที่ใด มันจะอยู่ใก้ลๆกับเจ้าหม้อลมที่มีลักษณะ เป็นกล่องกลมแบนๆ อยู่ติดกับ ผนังห้องเครื่อง โดยทั่วไปน้ำมันจะมีสีใสนะขอรับ แต่ถ้ามันมีสีคล้ำ หรือดำต้องเปลี่ยนแล้วนะ เพราะว่ามันเริ่มจะหมดอายุไข อีกอย่างถ้ามันพร่องลงไปแสดงว่ามันรั่ว รีบหาช่าง อย่างช้าอยู่ใย เพราะพระเดชพระคุณอาจเกิด อุวบัติเหตุได้ แต่มดูขีดระดับด้วยขอรับ ว่าตอนเพลานั้น เครื่องร้อน หรือเย็น เพราะมีขีดบอก เพลาร้อน หรือเย็นอยู่ระดับใด

4. ส่วนต่อมาก็คือ น้ำมันพาวเวอร์มันเป็นลักษณะเป็น กระป๋องเล็กๆ สีดำๆ มีฝาเปิดคล้ายกับของหม้อน้ำนะขอรับ ให้หมุนมาดูว่ามันพร่องหรือมัน หรือตัวของมัน และท่อยางต่างๆ ใก้ลตัวมันมีน้ำมัน เยิ้มแฉะละก็ หาช่างโดยด่วน แต่ถ้าไม่มีแต่ว่าน้ำมันพร่องซึ่งมันมีขีด บอกร้อนเย็นเหมือนกันกับ น้ำมันเบรก วิธีเดียวกันเราขอรับ

5. ทีนี้มาดูเรื่องหม้อน้ำกัน นะขอรับว่าในหม้อน้ำใหญ่คือส่วนที่อยู่ด้สนหน้าสุด มีฝาเป็นเหล็กเขียนบอกว่าระวังห้ามเปิดตอนร้อน เพราะถ้าเปิดไปได้ไปเที่ยว เกาหลีกันแน่ ดูตอนที่เครื่องเย็นแล้วว่า มีน้ำหรือไม่ และให้ดูที่หม้อพักน้ำด้วย นะขอรับว่าพร่องหรือไม่เวลาเติมน้ำเข้าไปอย่างให้เกินขีด เต็มที่หม้อพักนะเพราะถ้าเติมจน เต็มประเภท เพื่อไว้ก่อนบางทีอาจจะทุกข์ก็ได้นะขอรับ

6. คราวนี้มาดูหม้อแบตเตอรี กันว่าน้ำกลั่นภายในพร่องหรือไม่ ถ้าพร่องเติมตามขีดระดับอย่างเกิน เดี๋ยวน้ำกลั่นมามีสภาวะเป็นกรด จะออกมากัดกร่อน ใต้ฝากระโปรงลาม ไปส่วนสีสวยงามหลุดได้นะขอรับ เมื่อเติมน้ำกั่นแล้วเอาน้ำสะอาดราดที่น้ำกลั่นเปื้อน เปรอะแล้วหาผ้าแห้งมาเช็ดให้แห้ง แล้วชดลมขั้วแบตด้วย จาระบี หรือน้ำมันอเนกประสงค์ ยี่ห้อใดก็ได้ แฮะ ๆ ไม่ได้ค่าโฆษณาจ้างก็ไม่บอก ยี่ห้อพระยะค่ะ

7.ส่วนต่อไปก็คือ น้ำฉีดกระจก มันเป็นกระปุกมีสายยางใสๆ สังเกตุว่าจากฝากระโปรงมันสายยางมันกลับมาส่วนไหนก็เติมซะให้เต็มที่ ตามใจพระเดชพระคุณ เลย แต่จะให้ดีแนะนำเอาน้ำยาเช็ดกระจก ผสมลงไปด้วยหรือ น้ำยาจ้างจานก็ได้ขอรับเพราะเดินทางกลางคืน แมลงกันเยอะน้ำ ธรรมดามันเอาไม่ใคร่ออก

8. ตอนนี้เรามาดูเจ้ายางกันด้วยนะขอรับ ถ้าสภาพย่ำแย ก็เปลี่ยนได้เลยแต่ถ้า พิศมัย ไฉไลก็มาดูการเติมลมยางกัน ก่อนอื่นรถยนต์ทั่วๆไป จะบอกสเปก การเติมลมยางกันไว้ที่เสา กลางตรงฅนขับนะขอรับ ที่ศัพท์เทคกะนิกเรียกกันว่า เสาพิล่าบี ดูด้วยว่าเติมกันกี่ปอนด์ ทีนี้เติมอย่างไร เอาเป็นว่าลงทุนซื้อที่วัดลมกันหน่อย นะขอรับ ราคาค่วงดก็ไม่กี่อัฐ กี่เฟื้อง คราวนี้ถ้าสเปกเขาบอก 32 เจอปั๊มก็เติมไปก่อนเลย 34 เพราะอะไร เพราะตอนนั้นเมือรถวิ่งความดันในยางมันร้อนนะวัดมาตราฐานไม่ได้ พอตอนเช้าจะออกเดินทางเอาที่วัดลมมาวัดก่อนรถวิ่ง ว่าได้เท่าใด ก็ปล่อยออกคราวนี้เราจะได้ลม ดัน ยาง ที่มาตราฐานแล้วขอรับ อีกอย่างอย่าลืมเติม ให้อีกเส้นที่อยู่ท้ายรถด้วยเจ้า เส้นนี้ใส่เลยขอรับ 35 - 40 ปอนด์ เพื่อได้เลย เทคกะนิก อีกนิดสอนดูเจ้ายางว่ามันผลิตเมื่อเพลาใด สังเกตุหาตัวอักษร ที่ยางมีตัว DOT แล้วตามด้วยตัวเลข 2408 ถ้าเจออย่างนี้แสดงว่า มันผลิตที่ สัปดาห์ที่ 28 ของปี ค.ศ.2008 นะขอรับ

9. เมื่อตรวจภายนอกแล้ว ทีนี้เรามาดูภายในว่า ไฟหรี ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟหน้า ไฟสูง ไฟตัดหมอกถ้ามี เพราะเพลานี้หน้าเหมันต์ แล้วหมอกบางจังหวัด ลงกันหนามาก ถ้ามีก็จะเป็นการดี ส่วนเคยมีฅนถามว่าจะรูได้อย่างไรว่าไฟถอยติดหรือไม่วิธีง่ายๆ หาเพื่อนมาดูให้ โถๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อย่างนั้นก็คงไม่ต้องมา ถามตอบกันแล้ว วิธีคืออย่างนี้ขอรับ เปิดสวิทช์ไฟแต่ ไม่ต้องสตาร์ท แล้วเข้าเกียร์ถอย คราวนี้ก็ลงมาดูได้ว่าติดหรือไม่ สว่นไฟเบรก ทีนี้ต้องสังเกตุขอรับ ถอยหลังเข้าชิดกำแพง แล้ว เหยีบเบรก จากกระจกมองข้าง ซ้าย ขวา ว่าติดหรือไม่ อันนี้ไม่ต้องเปิดสวิทช์ ก็ได้ หรือกลัวไม่เด็ดขาด เอาไปเลยวิธียุคหินหาอะไรหนักๆมาทับ หรือไม้มาขัดไว้ก็ได้

เสร็จจาก เทกกะนิกแล้วคราวนี้เตรียมของติดรถอย่างลืม
1.แม่แรง พร้อมชุดไขล้อเตรียมให้พร้อม
2.ยางอะหลั่ย
3.สายพ่วงแบตเตอรี่ ไม่มีไปหาซื้อขอรับเอาแบบที่สามารถทนแรงดัน 500 amp นะขอรับ
4.สายลาก ถึงพระเดชพระคุณบอก รถฉันยังใหม่ก็ไม่เป็นไรขอรับ อาจจะได้บุญไปช่วยผู้อื่น
5.กระป๋องน้ำมันเครื่องเก่าที่ทำความสะอาดแล้ว ยิ่งได้แบบที่เป็ย งวงยืดได้หดได้ จะดีมากหาซื้อได้ตามปั๊มน้ำมัน เอาไว้ฉุกเฉินน้ำมันหมด หรือน้ำหม้อ
น้ำแห้ง ยถ้าได้แบบที่มีไฟฉุกเฉินนะก็ เริดสะแมนแตน เพื่อรถเสียเอาวางไว้บนหลังคาสะดวกมาก ๆ
7.เสบียงกรัง ตัวใคร ตัวมัน อย่างนี้บอกกันไม่ได้ขอรับ อย่าลืมเบอร์โทร ฉุกเฉินต่างๆ พร้อมยาประจำตัว
สุดท้ายขอให้เที่ยวกัน อย่างมีความสุข นะขอรับ เอาเป็นว่าไปเที่ยวไหนกลับมาเล่าให้ฟังกับบ้างนะขอรับ เมาไม่ขับ ง่วงก็นอนนอนตรงมีเจ้าหน้าที่
นะหรือฅนเยอะๆ จะได้ปลอดภัย สุดท้ายขอให้พระเดชพระคุณทุกท่านจะประสพแต่ความสุข ความเจริญ ตลอด
ปี พ.ศ. 2553 ทุกๆท่านเลยนะขอรับ




ตะพุ่นเลี้ยงช้าง
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ประชันแบบรถไฮบริดแดนมังกร


ในวันที่วันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา เมืองเศรษฐกิจพิเศษแดนใต้แห่งเซี่ยเหมินของมณฑลฝูเจี้ยน เปิดเวทีประชันแบบรถไฮบริด กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันเทคนิกได้โอกาสขนแบบรถไฮบริดเข้าประกวดประชันกัน คึกคัก

ค่ายรถยนต์พลังงานลูกผสม หรือรถยนต์ระบบไฮบริด ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานน้ำมันและไฟฟ้าในแดนมังกร กำลังเฟื่อง ด้วยได้รับแรงอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งตั้งเป้าทะยานขึ้นเป็นผู้ผลิตชั้นนำในตลาดพาหนะระบบไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้าภายใน 3 ปี

ขณะที่บรรยากาศตลาดรถยนต์จีนเต็มไปด้วยความคึกคัก และเนื้อหอมดึงดูดค่ายรถยนต์แบรนด์ดังโลกทั้งหลายเข้ามาขุดทองในยามที่วิกฤต การเงินโลกหั่นความต้องการในตลาดทั่วโลกหดฮวบ ภาครถยนต์ของจีนโตพรวด ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยอดขายในเดือนมกราคมแซงหน้าสหรัฐฯ ได้เป็นครั้งแรก โดยเมื่อปีที่แล้ว ยอดขายรถในจีนมีทั้งสิ้น 9.4 ล้านคัน เพิ่มร้อยละ 8 จากปีก่อนหน้า

คลิกอ่าน จีนรุกเป็นจ้าวตลาดรถพลังงานไฟฟ้าโลกใน3 ปี

ชมภาพบรรยากาศการประกวดแบบรถไฮบริดของกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันเทคนิกในเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน-ภาพโดยเอเอฟพี









อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

ปอกเปลือกแก๊งโจรกรรมวิธีลัก-อำพราง-ปล่อยรถ

ข่าวในประเทศ - เปิดหลากวิธีแก๊งโจรกรรมรถ ที่ปีหนึ่งมีสถิติรถหายมากกว่า 2 หมื่นคัน คิดเป็นมูลค่าจำนวนมหาศาล และปราบยังไงก็ไม่หมด เพราะมี ใบสั่ง หรือได้รับการสนับสนุนจากนายทุนใหญ่ งานนี้จึงต้องแฉกลวิธีลัก อำพราง และปล่อยรถ ของบรรดาแก๊งลักรถในไทย เพื่อให้ท่านเจ้าของรถทั้งหลาย ได้รับทราบและป้องกัน เป็นการ รู้เขารู้เรา ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ป้องปราม หรือยื้อเวลาแก๊งลักรถให้นานที่สุด เผื่อที่เราจะได้รู้ตัว หรือมีผู้มาพบเห็น ดีกว่าปล่อยให้รถถูกเชิดขับหนีไปแบบสบายๆ ในขณะที่เราเจ้าของรถต้องมานั่งหน้าเศร้า เสียทั้งเงินและทรัพย์สิน แถมต้องมาแบกรับภาระหนี้รถที่ไม่ได้ใช้อีก!!


พ.ต.ท.อรรถพร สุริยเลิศ รองผู้กำกับศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการ โจรกรรมรถยนต์

ในปีหนึ่งๆ มีสถิติรถหายทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคัน และช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ซึ่งตามสถิติจะมีเหตุรถหายเยอะมากที่สุด เนื่องจากเจ้าของรถส่วนใหญ่คิดว่า คงไม่มีใครมาขโมยรถตอนฝนตก แต่ความจริงแก๊งลักรถมักจะออกอาละวาดตอนฝนตกนี่แหละ โดยขี่มอเตอร์ไซค์ออกตระเวนหารถที่ต้องการ โดยรถที่ถูกขโมยกันเยอะในช่วงฝนตก คือรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน เพระเวลาก่อเหตุเสียงฝนจะกลบหมด เจ้าของบ้านก็ไม่ได้ยิน นอกจากนั้นตำรวจสายตรวจมักจะไม่ออกตรวจในช่วงฝนตกด้วย จึงเป็นช่วงจังหวะเหมาะที่พวกนี้จะออกก่อเหตุ

เป็นการยืนยันแบบรู้ข้อมูลจริงจาก พ.ต.ท. อรรถพร สุริยเลิศ รองผู้กำกับศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการ โจรกรรมรถยนต์ กับ ASTV ผู้จัดการ และฝากเตือนประชาชนอย่าประมาท เนื่องจากช่วงฝนนี้กำลังเป็นฤดูของแก๊งลักรถอาละวาดเลยล่ะ

รถยอดฮิต-วิธีลักรถ-สถานที่เสี่ยง

หัว หน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ ยังบอกว่ายี่ห้อรถยนต์ที่มีสถิติสูญหายมากที่สุด ในกลุ่มรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง เป็นฮอนด้า แจ๊ซ และซิตี้ ขณะที่ปิกอัพแก๊งลักรถชื่นชอบ โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ และอีซูซุ ดีแมคซ์ มากที่สุด ส่วนรถจักรยานยนต์เป็น ฮอนด้า เวฟ และรุ่นคลิก

ส่วนสถานที่จอดรถที่เสี่ยงต่อการถูกลักมากสุด ตามสถิติแล้วจะเป็นสถานที่จอดรถประจำ อันเป็นจอดรถริมถนน หรือหน้าบ้านพักอาศัย แต่สถานที่จอดรถชั่วคราว เช่นลานจอดรถตลาดสด และห้างสรรพสินค้า เป็นอีกสถานที่ที่แก๊งลักรถมองตาเป็นมัน เพราะรู้ว่าเหยื่อเจ้าของรถมัวแต่ช็อปปิ้งเพลิน

รถที่ถูกขโมยส่วนใหญ่จะเป็นรถที่ตลาดหรือผู้ซื้อต้องการ โดยปกติก่อนที่จะออกโจรกรรมรถนั้น แก๊งลักรถจะต้องทราบความต้องการของฝ่ายผู้สั่งซื้อ หรือนายหน้าก่อนว่า ต้องการรถแบบไหน ยี่ห้อ รุ่น ขนาด หรือสีอะไร หรือที่เรียกกันว่า ใบสั่ง จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็จะออกตระเวน ไปในสถานที่ต่างๆ เพื่อหารถตามใบสั่ง โดยส่วนมากจะหารถจากในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพราะมีรถตามที่ต้องการมาก

สำหรับวิธีการโจรกรรมก็มีอยู่หลายวิธี ทั้งวิธีการเก่าๆ และที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ผสมผสานกัน ซึ่งคนร้ายจะทำการศึกษาวิธีการและกลไกการป้องกันการโจรกรรมรถของเจ้าของรถ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแม้ว่าจะมีอุปกรณ์ป้องกันการขโมยรถใหม่ๆ ออกมาตลอด แก๊งลักรถก็หาทางขโมยไปจนได้ พ.ต.ท.อรรถพรกล่าว

ขณะ ที่วิธีการโจรกรรมรถ มีหลากหลายทั้งแบบเก่าๆ และพัฒนาขึ้นมาใหม่ผสมผสานกัน จากการรวบรวมมีอยู่กว่า 70 วิธีเลยทีเดียว แต่ที่แก๊งลักรถนิยมกันจะมีอยู่ 15 วิธี ไม่ว่าจะเป็น งัดหูช้าง ใช้สารพัดกุญแจ ทั้งปลอม ลอกแบบ และสร้างกุญแจ หรือบางรายก็เล่นจี้ชิงเอาดื้อๆ เลย


โตโยต้า วีโก้

แก๊งดาวน์รถ-แชร์รถ-จำนำใต้ดิน

นอก จากนี้การโจรกรรมรถมักทำเป็นขบวนการ โดยมีกลุ่มนายทุนให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งวิธีการที่กำลังแพร่ระบาดมากคือ แก๊งดาวน์รถ และ แชร์รถยนต์

จริงๆ แล้วตัวเลขรถหาย พบว่ามีรถที่ไม่ได้หายจริงถึง 30% แต่เป็นการทำรถให้หายไปจากระบบ โดยฝีมือของแก๊งอาชญากรรมที่เรียกกันว่า แก๊งดาวน์รถ โดยแก๊งพวกนี้จะจ้างชาวบ้านในชุมชนไปดาวน์ โดยจ้างคน 3,000 บาท คนค้ำประกัน 2,000 บาท ที่พบมากคือรถจักรยานยนต์ เพราะดาวน์ง่าย ใช้เงินดาวน์น้อย บางร้านให้ดาวน์ 999 บาท หรือบางร้านไม่เรียกเงินดาวน์เลย แค่เอาสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ซื้อไว้ เมื่อได้รถมาแล้วแก๊งดาวน์รถก็ส่งไปขายที่กัมพูชา ส่วนร้านขายรถเขามีประกันภัยก็แค่ไปแจ้งหาย บริษัทประกันภัยก็ไปจ่ายไฟแนนซ์ จะเห็นว่าพวกมิจฉาชีพเอารถไปขายได้ 30,000 บาท แต่ลงทุนจ้างชาวบ้านแค่ 5,000 บาท ทำอย่างนี้สัก 10 คัน ได้เงินตั้งหลายแสน ทำให้มันก็เลยเกิดขบวนการอย่างนี้ขึ้นมามาก

อย่างคดีที่ดังๆ แถวย่านบางปู แก๊งดาวน์รถมันเอาใบปลิวไปติดในสลัมว่า ถ้าร้อนเงินให้ติดต่อที่เบอร์นี้ พอชาวบ้านมาติดต่อเขาก็ให้กู้เงิน 12,000 บาท โดยให้ชาวบ้านไปดาวน์รถจักรยานยนต์มา เพื่อเอามาค้ำประกันเงินกู้ จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็ส่งรถไปขายชายแดน แต่ยังให้ชาวบ้านผ่อนชำระเงินกู้ต่อไป และหลอกว่าผ่อนชำระครบจะได้รถคืน เป็นการหลอกไปเรื่อยๆ

พ.ต.ท.อรรถพรบอกว่า ยังมีอีกรูปแบบที่คล้ายๆ กับวิธีดาวน์รถ คือ แชร์รถยนต์ ซึ่งแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อ ปี 2551 ที่ผ่านมา คดีแชร์รถยนต์จะดังมาก ซึ่งมีการขโมยหรือฉ้อโกงรถไปถึง 1,2000 คัน โดยใช้เวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้น โดยเขาใช้วิธีตั้งบริษัทหลอกระดมรถเช่าจากชาวบ้าน นำรถยนต์มาให้เช่าโดยจ่ายค่าเช่าราคาสูงถึงเดือนละ 30,000 บาท ชาวบ้านก็มองว่าคุ้มมาก สมมุติดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนค่างวดเดือนละ 13,000 บาท แต่ได้ค่าเช่าถึงเดือนละ 30,000 บาท และให้เช่าแค่ 3 เดือน ก็ได้เงินดาวน์คืนแล้ว หักค่างวดแล้วก็ยังเหลืออีกเดือนละ 17,000 บาท ชาวบ้านบางรายที่ไม่มีรถ ถึงกับไปดาวน์รถใหม่มาให้เช่า บางคนก็ลงทุนดาวน์รถออกมา 2 คัน ไปกู้เงินมาดาวน์รถเอามาให้บริษัทดังกล่าวเช่า แต่แก๊งดาวน์รถพวกนี้จะเอารถไปขายตามแนวชายแดน หรือเอาไปจำนำ มีทั้งจำนำกับเต็นท์รถ จำนำตามบ่อนในกรุงเทพฯ จำนำกับพวกนายทุนใต้ดิน ซึ่งเป็นพวกที่มีเงินเหลือ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เอาเงินมาปล่อยกู้

ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีนายทุนใต้ดินที่รับจำนำรถในลักษณะดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 500 ราย ซึ่งในวงการจะรู้กันว่าใครรับจำนำรถบ้าง โดยนายทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกหน้าทำธุรกิจเอง แต่ให้ลูกน้องออกหน้าแทน แต่บางรายก็เปิดเป็นบริษัทรับจำนำรถบังหน้า แต่ธุรกิจจริงๆ คือ รับซื้อรถที่ได้จากการโจรกรรม


อีซูซุ ดี-แมคซ์

ระวัง! ถูกสวมซาก-ปลอมทะเบียน

เมื่อบรรดาแก๊งโจรกรรมรถผ่านขั้นตอนต่างๆ ของการลักรถมาแล้ว วิธีการปล่อยรถที่รับรู้กัน คือ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน และการผ่าแยกชิ้นส่วนเป็นวิธีหนึ่งที่คนร้ายนิยมมาก เพราะเมืองไทยมีปัญหาเรื่องอะไหล่แพง โดยเฉพาะอะไหล่จากศูนย์ของรถยี่ห้อนั้นๆ ดังนั้นบางแก๊งจะตระเวนลักรถ เพื่อนำอะไหล่ไปขายให้พ่อค้าตามตลาดเชียงกง (ตลาดขายอะไหล่มือสอง) โดยอู่รถต่างๆ ก็จะมาซื้ออะไหล่ที่เชียงกง โดยไม่รู้ว่าเป็นของที่ขโมยมา ซึ่งสาเหตุที่แก๊งพวกนี้เลือกที่จะแยกอะไหล่ขาย แทนที่จะขายรถทั้งคัน เพราะรถที่ขโมยมานั้นผู้ซื้อจะให้ราคาจะต่ำมาก อีกทั้งการถอดอะไหล่ขายยังเป็นวิธีที่สามารถหลบเลี่ยงการจับกุมได้ง่ายกว่า

นอกจาก 2 วิธีดังกล่าวแล้ว แก๊งโจรกรรมรถยังใช้วิธีคลาสสิค เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจับกุม ด้วยการนำรถที่โจรกรรมมาสวมซาก และสวมทะเบียน

จะมีแก๊งมิจฉาชีพไปประมูลรถยนต์ ที่เสียหายจากอุบัติเหตุจนพังยับ หรือซ่อมไม่ได้ จากบริษัทประภัยรถยนต์ต่างๆ โดยพวกมิจฉาชีพจะฮั้วราคากัน ทำให้ได้รถยนต์ราคาถูกๆ ไป เฉลี่ยคันละกว่าแสนบาท จุดประสงค์ต้องการเพียงเลขทะเบียนรถยนต์ เลขแชสซี (เลขตัวถังรถ) และเลขเครื่องยนต์เท่านั้น

พ.ต.ท. อรรถพรอธิบายต่อว่า พอได้ทั้ง 3 ส่วนนี้มาแล้ว แก๊งโจรกรรมก็จะใช้กระดาษขูดลอกเลขเครื่องยนต์ออกมา แล้วเอาไปแปะรถที่ขโมยมา ส่วนเลขเลขแชสซีก็ปาดมาเชื่อมติดกับรถดังกล่าว พร้อมนำป้ายทะเบียนจากรถที่ประมูลมาติด จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็เอารถที่สวมทะเบียนมาขายตามเต็นท์รถ ชาวบ้านไม่รู้ก็ซื้อมาเพราะเห็นว่าเอกสารทุกอย่างเป็นตัวจริงหมด รถก็เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ทั้งที่ตัวรถนั้นจริงๆ แล้วเป็นรถที่ถูกขโมยมา วันดีคืนดีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเห็นภาพรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่าเลขทะเบียนไปตรงกับรถที่ขโมยเอามาสวมทะเบียน ก็ไปตามยึดรถมาตรวจพิสูจน์ และพบว่าเป็นรถที่ขโมยมา ก็เรียกเจ้าของเดิมมารับ แล้วก็ขยายผลเพื่อติดตามตัวคนร้ายต่อไป

ปัญหานี้ทางศูนย์ฯ ของเรา ได้ร้องขอให้บริษัทประกันภัยทำลายรถ และยกเลิกทะเบียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำรถไปสวมทะเบียน แต่บริษัทประกันก็ไม่ยอม เขาบอกว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของเขา ขบวนการการสวมซากและสวมทะเบียนรถ มันก็เลยปราบไม่หมดสักที พ.ต.ท.อรรถพรถึงช่องว่างทางกฎหมาย

ฮอนด้า แจ๊ซ

วิธีการตรวจสอบทะเบียนปลอม

ส่วน การสวมทะเบียนอีกลักษณะ เป็นปลอมเอกสารและเลขทะเบียนหมดกันดื้อๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียน แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี

วิธี การนี้เมื่อคนร้ายได้รถที่โจรกรรมมาแล้ว จะจ้างคนทำเอกสารปลอมขึ้นมาสวม แล้วนำรถไปขายต่อ ซึ่งเอกสารปลอมที่เขาขายราคาก็ไม่แพง แผ่นป้ายทะเบียน 2,000 บาท แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี กับพ.ร.บ.รถยนต์คู่ละ 2,000 บาท ถ้าชุดใหญ่มีสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ด้วย ราคา 20,000 บาท

แต่เอกสารปลอมเหล่านี้ทำไม่เหมือนนะ อย่างแผ่นป้ายทะเบียนที่ติดอยู่ท้ายรถ ถ้าเป็นของจริงด้านหน้าจะมีตัวเลข 10 หลัก ซึ่ง กรมการขนส่งจะยิงด้วยเลเซอร์ อยู่ด้านล่างแผ่นป้าย สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และมีพรายน้ำสัญลักษณ์ตราขนส่งทางบกระยิบระยับอยู่บนแผ่นป้าย ถ้าเอาไฟฉายส่องหรือมองกลางแดด จะเห็นได้ชัด รวมทั้งจะมีตัวอักษร ขส. ปั๊ม อยู่ด้านหลังแผ่นป้ายด้วย แต่ของปลอมจะไม่มีตัวเลข หรือสัญลักษณ์เหล่านี้ เพราะมิจฉาชีพไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขนาดนี้

พ.ต.ท.อรรถพรยังอธิบายวิธีสังเกตุแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอม ซึ่งให้ดูวงกลมสีเงินเล็กๆ จะมีสัญลักษณ์ของกรมขนส่งทางบกอยู่ และถ้าเอียงดูจะเห็นประกายสีรุ้ง แต่ถ้าเป็นของปลอมจะไม่มีสัญลักษณ์ดังกล่าว เพราะเทคโนโลยีแก๊งมิจฉาชีพยังไม่ถึง และถ้าของจริงลองลูบดูจะลื่นมือ แต่ของปลอมจะด้านๆ ส่วนตัวอักษรถ้าเป็นของปลอม เส้นขอบจะไม่ชัดเจน ขูดลอกได้ง่าย เพราะจะใช้วิธีเอาแผ่นตัวอักษรแบบขูดมาลอกติด หรือไม่ก็ตัดตัวอักษรจากแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของปีที่ผ่านๆ มา แล้วเอากาวแปะติด ซึ่งถ้าใช้มือลูบตรงขอบตัวอักษรก็จะรู้เลย บางทีก็ใช้หมึกดำเขียนทับก็มี ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นความแตกต่างชัดเจน บางทีชุ่ยถึงขนาดเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของปีก่อน มาขูดขีดดัดแปลงโดยที่ไม่แก้เลขปีด้วยซ้ำ

บางรายซื้อรถไปเป็นปีแล้ว เพิ่งมารู้ว่าซื้อรถขโมยตอนไปต่อทะเบียนภาษี เพราะดันไปเจอรถยี่ห้อเดียวกัน สีเดียวกัน เลขทะเบียนอะไรเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้ที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งกรณีนี้เรียกกันว่า รถแฝด ดังนั้นเวลาซื้อรถ โดยเฉพาะรถมือสองนั้น ผู้ซื้อควรตรวจสอบจากกรมการขนส่งทางบกว่ารายละเอียดในคู่มือทะเบียนรถ เลขทะเบียนรถยนต์ เลขแชสซี เลขเครื่องยนต์ สีและยี่ห้อตรงกับรถที่ตนเองซื้อหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่ได้จากผู้ขายด้วยว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่

ส่วนการปราบปรามขบวนการโจรกรรมรถยนต์ให้หมดไป พ.ต.ท.อรรถพรยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก ตราบใดที่ยังมีนายทุนใหญ่ คอยรับซื้อรถที่ได้จากการโจรกรรม อีกทั้งการจะเอาผิดกับกลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลังแก๊งโจรกรรมรถนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน เนื่องจากนายทุนจะไม่ออกหน้าแล้ว การทำงานของเครือข่ายแก๊งโจรกรรมรถในแต่ละขั้นตอน จะทำงานแบบแยกกลุ่มและตัดตอนกันหมด เช่น คนที่ขโมยรถจะรู้จักแค่คนรับซื้อ แต่ไม่รู้จักนายทุน หรือคนที่ขับรถไปส่งขายตามแนวชายแดนก็รู้จักแค่คนที่มาติดต่อ แต่ไม่รู้จักตัวคนขาย

ดัง นั้นอันดับแรกที่น่าจะช่วย หรือชะลอให้ถูกลักรถได้ง่าย พ.ต.ท.อรรถพรแนะนำว่า วิธีป้องกันการโจรกรรมที่ค่อนข้างได้ผล คือ วิธีการล็อกแบบ 3 ง่าม สำหรับรถยนต์ และล็อกดิสก์เบรกสำหรับจักรยานยนต์

จากที่ถามแก๊งลักรถว่า ถ้าเจออุปกรณ์ไหนจะไม่ลัก เขาก็บอกว่าถ้าเจอล็อกพวงมาลัยรถยนต์จะใช้วิธีตัด หรือเจอล็อกเกียร์ก็ใช้เวลาเลื่อยแป๊บเดียวก็ออกแล้ว แต่ถ้าเจอล็อก 3 ง่าม มีข้างล่างด้วย มันไม่เอาเพราะขี้เกียจเสียเวลามุดลงไปตัดข้างล่าง แต่ถ้าเป็นรถจักรยานยนต์ให้ใช้วิธีล็อกดิสก์เบรคได้ผลมากที่สุด พวกแก๊งลักรถจะไม่เอาเลย นอกจากนั้นก็การติดจีพีเอส ติดระบบป้องกันขโมย ที่ใช้แสงสี หรือเสียงส่งสัญญาณ เพื่อถ่วงเวลาคนร้ายก็ช่วยได้เช่นกัน

แม้ วิธีการป้องกันดังกล่าว จะไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนเมื่อเราทราบเป้าหมายรถยนต์ และวิธีโจรกรรมยอดฮิตของแก๊งลักรถ ตลอดจนถึงวิธีการอำพราง และปล่อยรถแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้ท่านเจ้าของรถทั้งหลาย ได้ระวังป้องกันหรือยื้อเวลาการลักรถ จากพวกมิจฉาชีพให้นานที่สุด รวมถึงไม่ประมาทในการตกเป็นเหงื่อถูกหลอกให้ซื้อรถสวมซาก หรือจดทะเบียนปลอม!

Thank News Manager online
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

ใจถึง! “แลนเซอร์ อีเอ็กซ์” 2.0 อัดออปชัน-1.8 ใช้อี 85 ราคา 8.31 แสนบาท

เอา...สาวกมิตซู เร่กันเข้ามาเลย ขอรับ ตัวใหม่มา.....แล้ว
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ใหม่” ชูจุดเด่นใช้พลังงานทางเลือกอย่าง แก๊สโซฮอล์ อี85 ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร FFV 139 แรงม้า ขณะที่ตัวท็อป 2.0 ลิตร เน้นความสปอร์ตอัดออปชันมาให้เพียบ กับราคาเริ่มต้น 8.31 แสนบาท - 1.034 ล้านบาท ตั้งเป้า 6 เดือนขาย 4,000 คัน





กรุงเทพฯ : 15 กันยายน 2552 – มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดงานเแถลงข่าวแนะนำรถเก๋งรุ่นใหม่ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เปิดรับจองที่โชว์รูมทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนนี้ ก่อนเปิดขายทางการ 16 ตุลาคม เป็นต้นไป แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมแนวคิด “Sensational Intelligence” ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 รุ่น ได้แก่ขนาด 1.8 ลิตร เป็นรถแบบ Flexible Fuel Vehicle หรือ FFV รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงได้หลากหลายตั้งแต่เบนซินจนถึงแก๊สโซฮอล์ อี 85 และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รองรับถึงแก๊สโซฮอล์ อี 20 พร้อมตั้งราคาขายอยู่ที่ 831,000 บาท ถึง 1,034,000 บาท

มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานแถลงข่าวแนะนำมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เซึ่งจะเปิดรับจองล่วงหน้าตั้งแต่ 16 กันยายนนี้ ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 9 ของมิตซูบิชิ แลนเซอร์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมาพร้อมแนวคิด "Sensational Intelligence” ที่ให้ลูกค้าได้มากกว่าทั้งในเรื่องของความทันสมัยและอัจฉริยะในการขับขี่ โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 ขนาด ที่ให้ทั้งสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ได้แก่ เครื่องยนต์ Flexible Fuel Vehicle หรือ FFV ขนาด 1.8 ลิตร จำนวน 3 รุ่น รองรับการใช้น้ำมันได้หลากหลายตั้งแต่เบนซินธรรมดาไปจนถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 และเครื่องยนต์ ขนาด 2.0 ลิตร รองรับถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 พร้อมตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 831,000 บาท ถึง 1,034,000 บาท

ทั้งนี้เพื่อสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจให้กับลูกค้า บริษัทฯ ยังได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับทุกส่วนของการดำเนินงานทั้งด้าน การขาย การบริการ และอะไหล่ รวมทั้งจัดกิจกรรมการขายและกิจกรรมทางการตลาด ตลอดจนการใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายไปพร้อมๆ กัน โดยมั่นใจว่าจะมียอดจองรถมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เกินเป้าการขายที่ตั้งไว้จำนวน 4,000 คัน ภายใน 6 เดือนแรกอย่างแน่นอน



“แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เจนเนอเรชั่นที่ 9 เป็นรถคุณภาพที่ได้มาตรฐานระดับโลกทั้งในเรื่องระบบความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังให้สมรรถนะที่เป็นเยี่ยมตามแบบฉบับรถเก๋งของมิตซูบิชิ เราพัฒนารถรุ่นนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นรถเก๋งรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่าทั้งในแง่ของ การใช้งานและความรู้สึก โดดเด่นด้วยการออกแบบที่สะท้อนตัวตนของรถเก๋งสไตล์มิตซูบิชิที่ให้ความ ประทับใจทั้งในแง่ความรู้สึก การใช้งานสำหรับทุกความต้องการ และความปลอดภัยในการขับขี่ซึ่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต รวมทั้งประสิทธิภาพในการควบคุมและตอบสนองโดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ในขณะขับ ขี่ที่สะท้อนความเป็นมิตซูบิชิ จากสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ที่พรั่งพร้อมไปด้วยนวัตกรรมรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะสามารถตอบสนอง ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์กลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน “ มร.มูราฮาชิ กล่าว




สำหรับแลมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ได้รับการออกแบบที่สานต่อภาพลักษณ์ของรถเก๋งสไตล์สปอร์ตของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดย ประกอบไปด้วยรุ่น GT ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ช่วยเสริม “คุณค่าด้านอารมน์” สำหรับลูกค้าผู้ชาญฉลาดที่ให้ความสำคัญทั้งกับความทันสมัย สมรรถนะ และความอัจฉริยะในการขับขี่ ในขณะที่รุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ GLX ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นหลัก โดยสะท้อนให้เห็นถึง “คุณค่าด้านเหตุผล” ด้วยรูปลักษณ์สวยงาม เพราะบริษัทฯ เชื่อว่าผู้หญิงจะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของรถยนต์กลุ่มนี้ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เร้าใจ และสะท้อนความแข็งแกร่ง ด้วยการผสมผสานระหว่างห้องโดยสารขนาดใหญ่สไตล์สปอร์ตและตัวถังที่กว้างขึ้น ร่วมกับการออกแบบด้านหน้าตัวรถให้ลาดเอียงลงรับกับกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยม คางหมูเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ

ในขณะที่การออกแบบภายในเน้นการผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นการใช้งานและความทัน สมัยในทุกๆส่วนของตัวรถ แผงคอนโซลหน้าทรงโค้งให้ความรู้สึกกว้างสบายที่สุดในรถระดับเดียวกันพร้อม การออกแบบองค์ประกอบต่างๆ เพิ่มความสะดวกสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ทั้งในเรื่องของการใช้งาน ทัศนวิสัย และการมองเห็น นอกจากนี้ระยะฐานล้อรถที่กว้างขึ้น ทำให้ได้การทรงตัวและการตอบสนองของรถที่ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ออกแบบให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุดในรถระดับเดียวกันเพียง 5.0 เมตร



เครื่องยนต์ใหม่ ของมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มีขนาด 1.8 ลิตร FFV และ 2.0 ลิตร DOHC MIVEC พร้อมเสื้อสูบอลูมิเนียม ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ทำงานคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT INVECS-III สปอร์ตโหมด 6 จังหวะ ของมิตซูบิชิ ที่ให้สมรรถนะพร้อมการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น 1.8 ลิตร ที่ถือเป็นรถ FFV รุ่นแรกที่ผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยซึ่งรองรับน้ำมันเชื้อ เพลิงได้ทุกประเภทตั้งแต่เบนซินธรรมดาไปจนถึงแก๊สโซฮอล์ อี 85 ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร รองรับได้ถึงแก๊สโซฮอล์ อี 20 ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้พัฒนาเครื่องยนต์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรถแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ FFV โดยได้มีการปรับโครงสร้างทางวิศวกรรมทุกส่วนที่เกี่ยวข้องให้รองรับน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งอี 85 ที่มีปริมาณการกัดกร่อนสูง โดยการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สัมผัสกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมัน ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง วาล์วและบ่าวาล์ว ท่อส่งน้ำมัน และหัวฉีด ซึ่งทำจากโลหะ ยาง และพลาสติก เพื่อให้สามารถทนต่อการกัดกร่อนดังกล่าวได้ ในขณะที่สมองกลอัจฉริยะของเครื่องยนต์ INTELLIGENT ECU จะทำการตรวจสอบและปรับอัตราการฉีดจ่ายน้ำมันและระยะเวลาในการจุดระเบิดเชื้อ เพลิงโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่ดีที่สุดในทุกครั้งที่เติม น้ำมันไม่ว่าจะเป็นเบนซิน หรือแก๊สโซฮอล์ อี 10 ไปจนถึง อี 85 ก็ตาม

จากโครงสร้างที่แข็งแกร่งพร้อมระบบความปลอดภัยที่ช่วยลดความเสียหาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่เป็นเยี่ยม รวมไปถึงระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาใหม่ มีส่วนช่วยทำให้การทรงตัวและการตอบสนองของรถ รวมไปถึงความปลอดภัยที่เหนือกว่า การปรับปรุงความปลอดภัยจากการรับแรงกระแทก รวมทั้งตัวถังนิรภัย RISE Body ระบบถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า รวมไปถึงระบบเพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (AFS)* ที่ช่วยเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน ถือเป็นระบบที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและลดผลกระทบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ได้อย่างทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น * เฉพาะรุ่น GT

ในส่วนของรุ่นปัจจุบันอยู่ในเจนเนอเรชั่นที่ 8 เริ่มในปี 2543 กับแลนเซอร์ ซีเดีย ถือเป็นครั้งแรกที่มิตซูบิชินำเอาขุมพลังเทคโนโลยีฉีดเชื้อเพลิงตรงสู่ห้อง เผาไหม้ GDI นำมาผนวกกับระบบส่งกำลังอัตราทดแปรผัน CVT วางลงในโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE BODY รองรับแรงกระแทกจากการชนทั้งด้านหน้าด้านข้างและด้านหลังได้เป็นอย่างดี โดยเปิดตัวในเมืองไทยในปี 2544 และมี จอน บอง โจวี

ร็อกสตาร์ ชื่อดัง เป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา จากนั้นในพ.ศ. 2545 ได้มีการปรับโฉมครั้งแรก และเพิ่มทางเลือกใหม่ในสไตล์สปอร์ตใน พ.ศ. 2546 ด้วยแลนเซอร์ 1.8 VIRAGE ตกแต่งด้วยสีแดงเพลิงรอบคัน หลังจากนั้นในต้นปี 2547 ทำการปรับโฉมครั้งใหญ่โดยเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้า-หลังใหม่ทั้งหมดมา เป็นแบบโค้งมน ด้วยกระจังหน้าทรงปิระมิด ก่อนจะมีการแนะนำรุ่นไมเนอร์เชนจ์และรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดได้แนะนำแลนเซอร์ ซีเอ็นจี (CNG) ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG (Compressed Natural Gas) สำหรับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์นั่งที่ให้ทั้งความคุ้มค่าคุ้มราคาและการ ประหยัดที่เป็นเยี่ยม



มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มี 4 รุ่นย่อย 5 สีให้เลือก ประกอบด้วย สีแดง สีบรอนซ์เงิน สีบรอนซ์ทอง สีเทาดำ และสีดำ พร้อมราคาขาย 831,000 บาท ถึง 1,034,000 บาท...เริ่มจองแล้วตั้งแต่วันนี้ จากนั้นจะเริ่มทยอยลงโชว์รูมพร้อมขายอย่างเป็นทางการ 16 ตุลาคมเป็นต้นไป

ข้อมูลผลิตภัณฑ์



1. การออกแบบ …โดดเด่นสะท้อนภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ตของมิตซูบิชิ



(1) โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ....สะท้อนความปราดเปรียวและหรูหรา

1. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์ สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของรถเก๋งจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จากการออกแบบโฉมหน้าใหม่ โดดเด่นด้วยเส้นสายที่สะท้อนความปราดเปรียว สมรรถนะ และความล้ำสมัย บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของมิตซูบิชิได้เป็นอย่างดี ด้วยส่วนหน้าที่ลาดเอียงลงตามแบบฉบับรถเก๋งของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบกับเส้นสายเรียบง่ายของฝากระโปรงรถ ที่ยังให้ความปลอดภัยไปถึงคนเดินถนน พร้อมกระจังหน้าใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูช่วยเสริมให้รถดูปราดเปรียวและล้ำ สมัยมากยิ่งขึ้น
2. ด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต ทำให้มิตซูบิชิ แลนซอร์ อีเอ็กซ์ เหนือกว่าในเรื่องอากาศพลศาสตร์ (โดยให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน เพียง 0.29) โดยรุ่น GT รุ่น GLS-Ltd. และ รุ่น GLS มาพร้อมกระจังหน้าโครเมียม ไฟตัดหมอกหน้า และปลายท่อสเตนเลส พร้อมเสริมอารมณ์สปอร์ตให้กับรุ่น GT ยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง
3. เพิ่ม ประสิทธิภาพในการมองเห็นด้วยไฟหน้า 2 สไตล์ รูปทรงใหม่ ดุดัน ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ได้แก่ ไฟหน้ามัลติรี เฟล็กเตอร์ แบบฮาโลเจน สำหรับรุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ รุ่น GLX และไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์ แบบไบซีนอน (Bi-Xenon) พร้อมระบบปรับระดับลำแสงไฟหน้าและระบบเพิ่มความส่องสว่างด้านข้างขณะเข้า โค้ง (AFS) สำหรับรุ่น GT ในขณะที่ด้านหลังตัวรถออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ กว้างขึ้น พร้อมจัดวางแนวเฉียงขึ้นช่วยให้เห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม และยังช่วยเสริมให้มีดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัยยิ่งขึ้น
4. โดด เด่นด้วยล้ออัลลอยด์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ สะท้อนภาพลักษณ์ของสมรรถนะที่แข็งแกร่งและการทรงตัวที่เป็นเยี่ยม โดยในเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร FFV รุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และรุ่น GLX ใช้ล้ออัลลอยล์ขนาด 16 นิ้ว ในขณะที่เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น GT มาพร้อมล้ออัลลอยด์ ขนาด 18 นิ้ว ใหญ่สุดในรถระดับเดียวกัน

(2) การออกแบบภายใน ....เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบาย ผ่อนคลายตลอดการเดินทาง

1. จาก การออกแบบที่ยึดความต้องการของผู้ใช้รถเป็นหลัก ทำให้ได้มาซึ่งห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น รับกับฟังก์ชั่นการใช้ งานที่ให้ความรู้สึกที่เหนือกว่าในทุกๆ ส่วนไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งคนโดยสารหรือคนขับ
2. ห้อง โดยสารกว้างที่สุดในรถระดับเดียวกันถึง 1,985 มม. ถูกออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์ ในขณะที่ความสูงของห้องโดยสารตอนหน้าอยู่ที่ 905 มม. ให้ความโอ่โถงสบายเทียบเท่ารถยนต์ซีดานขนาดใหญ่
3. แผง คอนโซลหน้าทรงโค้งให้ความรู้สึกกว้างสบาย ผนวกกับการออกแบบในส่วนรายละเอียดเพื่อให้ความสะดวกสูงสุด ทั้งในด้านการขับขี่ ทัศนวิสัย และการมองเห็น เพิ่มอารมณ์สปอร์ตและเสริมความโดดเด่นของห้องโดยสารยิ่งขึ้นด้วยชุดอุปกรณ์ หุ้มหนัง** แอร์อัตโนมัติ** และพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น *
4. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมห้องโดยสาร 2 แบบ 2 สไตล์ ได้แก่ ห้องโดยสารโมโนโทนสีดำสไตล์สปอร์ตในรุ่น GT และ GLS-Ltd. และห้องโดยสารแบบทูโทน สีดำ-เบจในรุ่น GLS และ GLX ให้ความรู้สึกหรูหราและผ่อนคลาย
5. เพิ่มความเท่ และสบายยิ่งขึ้น ด้วยเบาะหนังแบบสปอร์ตใน รุ่น GT และ GLS-Ltd. และเบาะผ้าสีเบจสองสไตล์ ในรุ่น GLS และ GLX พร้อมความพิถีพิถันในการออกแบบเบาะนั่งด้านหน้าใหม่ เพื่อความรู้สึกกระชับและสบายกว่าในขณะนั่ง รวมทั้งช่วยในการลดแรงกระแทก ในขณะที่เบาะหลังมีขนาดใหญ่ พร้อมพนักพิงศีรษะ 3 ตำแหน่งในรุ่น GT และ GLS-Ltd. เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังสามารถปรับพับแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรทุกสัมภาระ
6. จอแสดง ข้อมูลอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ทันสมัย ด้วยจอแสดงผลเรืองแสงสีแดงแบบ LED ง่ายต่อการอ่านและการใช้งานขณะขับขี่รถ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น แสดงผลข้อมูลได้หลากหลาย ทั้งความเร็วเฉลี่ยในการขับขี่ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ระยะทางขับขี่ที่เหลือจากปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในถัง และระบบเตือนการบำรุงรักษา อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิภายนอกตัวรถ รวมไปถึงการเตือนต่างๆเมื่อมีความผิดปกติของระบบต่างๆ

2. เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก...เพื่ออรรถประโยชน์สูงสุดในการขับขี่

1. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น GT ใช้ระบบพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น เทคโนโลยีที่ตอบสนองทุกการเดินทาง สามารถเลือกปรับการใช้งานหลากหลายได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเพื่อการควบ คุมที่ดีกว่า ทั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงที่ง่ายต่อการปรับ เลือกเพลงและระบบเสียง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เพื่อการควบคุมความเร็วให้คงที่เพิ่มความสะดวกสบาย และช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการขับขี่ระยะทางไกลๆ
2. เพิ่ม ประโยชน์ใช้สอยในทุกตารางนิ้วด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายที่ได้รับการ ออกแบบมาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของขนาดใหญ่ พร้อมช่องวางขวดน้ำบริเวณข้างประตู ถาดเก็บของและกล่องอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แบบมีฝาปิดที่คอนโซลกลาง ในขณะที่เบาะหลังมาพร้อมที่พักแขน ที่วางแก้ว และช่องเก็บของบริเวณประตูหลัง
3. เพลิดเพลินตลอด การเดินทางด้วยระบบเครื่องเสียงวิทยุซีดี MP3 แบบ 6 แผ่น พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น GT รุ่น GLS-Ltd. และ GLS ในขณะที่รุ่น GLX มาพร้อม วิทยุซีดี MP3 แบบ 1 แผ่น พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง
4. เพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้นด้วยระบบกุญแจรีโมท พร้อมระบบควบคุมการปลดล็อกฝากระโปรงท้าย
5. นอกจากนี้รถทุกรุ่นยังติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยอัจฉริยะ Mitsubishi Motors ETACS (Electric Total Automobile Control System) ซึ่งควบคุมระบบไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบปิดไฟหน้าและไฟในห้องโดยสารอัตโนมัติ ระบบสัญญาณกันขโมย** ระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม (immobilizer) และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในรถ

3. ระบบขับเคลื่อน...เทคโนโลยีล้ำสมัยให้ทั้งสมรรถนะที่โดดเด่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

1. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ขนาดเล็กและเบา บล็อก 4B10 ขนาด 1.8 ลิตร FFV และ 4B11 ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC MIVEC
2. ล้ำ หน้ากับเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ ด้วยเสื้อสูบอลูมิเนียม ฝาครอบวาล์วแบบพลาสติกพิเศษ พร้อมโครงสร้างการวางท่อร่วมไอเสียไว้ด้านหลัง และการติดตั้งแผ่นสแตนเลสครอบท่อร่วมไอเสียโดยรอบเพื่อป้องกันความร้อน มาพร้อม MIVEC ระบบวาล์วแปรผันที่ควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วทั้งไอดีและไอเสียให้แปรผัน สัมพันธ์กับอัตราเร่งในทุกๆรอบเครื่องยนต์และทุกสภาพการขับขี่ จึงให้ทั้งสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม
3. ระบบ เกียร์อัจฉริยะ CVT พร้อมติดตั้งระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะ INVECS-III แบบ 6 จังหวะ เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต และเร้าใจยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Sport Mode ให้การปรับเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลและแม่นยำ เหมาะสมในทุกรอบความเร็วของเครื่องยนต์ เพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน ตอบสนองทุกอัตราเร่ง พร้อมการประหยัดน้ำมัน
4. มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ รุ่น 1.8 ลิตร ถือเป็นรถยนต์ FFV รุ่นแรกที่ผลิตจำนวนมากเพื่อการจำหน่ายในประเทศไทยติดตั้งเครื่องยนต์ทัน สมัยรองรับได้ทั้งน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลล์ทุกชนิดจนถึง E85 ทั้ง นี้เพื่อตอบสนองนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลในฐานะวาระแห่ง ชาติ รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
5. มั่น ใจในสมรรถนะแม้เติมน้ำมันที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน 100 % ไปจนถึงน้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอล (แก๊สโซฮอลล์) ได้ทุกสัดส่วนตั้งแต่ E0 ถึง E85 เพราะด้วยสมองกลอัจฉริยะของเครื่องยนต์ “INTELLIGNET ECU” ระบบจะทำการตรวจวิเคราะห์และคำนวณสัดส่วนของเอทานอลที่มีอยู่ในถังน้ำมัน เชื้อเพลิง และปรับการฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันกับอากาศที่ เหมาะสมที่สุดในทุกสภาวะของเครื่องยนต์ โดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่ดีที่สุด
6. มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ FFV 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงที่ 139 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร ซึ่งรองรับทั้งเบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 ให้กำลังสูงสุด 154 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 198 นิวตัน-เมตร ที่ 4,250 รอบต่อนาที
7. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ทุกรุ่นผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4

4. ระบบช่วงล่าง...ใหม่ แข็งแกร่ง อีกระดับของการควบคุมและเสถียรภาพในการขับขี่

1. มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ติดตั้งระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยส์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงค์พร้อมคอยส์สปริง และเหล็กกันโคลง ช่วยให้รถมีการทรงตัวเป็นเยี่ยมและง่ายต่อการควบคุม ยิ่งไปกว่านั้นในรุ่น GT ยังมีการติดตั้งเหล็กค้ำโช้คหน้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งเมื่อใช้ ความเร็วสูง
2. เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและการควบคุม ที่ดีที่สุด รวมไปถึงการทรงตัวและความสะดวกสบายในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ จึงมาพร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้วและ 18 นิ้ว โดยในรุ่น GT มาพร้อมล้ออัลลอยล์ขนาดใหญ่สุดในรถระดับเดียวกัน แบบ 10 ก้านขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 215/45R18 เพิ่มการยึดเกาะถนนและการเข้าโค้งพร้อมสมรรถนะที่เป็นเยี่ยม ในขณะที่รุ่น GLS-Ltd. GLS และ GLX มาพร้อมล้ออัลลอยล์ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางแบบ 205/60 R16 เพื่อความแม่นยำในการเข้าโค้งและสะดวกสบายในการขับขี่
3. โดด เด่นด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบที่สุดในรถระดับเดียวกันเพียง 5.0 เมตร เพิ่มความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น แม้จะมีห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในรถระดับเดียวกันก็ตาม

5. มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย...ได้มาตรฐานโลก

1. ตัว ถังของรถมิตซูบิชิแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ RISE Body เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคานเหล็กนิรภัยในประตู นอกจากนี้ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยส่วนรับแรงกระแทกด้านข้างแบบ Ultra High Tensile Steel จึงทำให้สามารถปกป้องแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. เสริม ความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม (immobilizer) ระบบสัญญานกันขโมย** และมั่นใจยิ่งกว่าด้วยระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า** และระบบเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติพร้อมระบบผ่อนแรง** อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกด้วยดิสก์เบรกขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับ ล้อขนาด15 นิ้วขึ้นไป สำหรับรุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ GLX พร้อมรองรับล้อขนาด 16 นิ้วขึ้นไปสำหรับรุ่น GT
3. ด้วย เบาะนั่งคู่หน้าสไตล์สปอร์ตที่ได้รับการออกแบบเฉพาะช่วยปกป้องอันตรายที่จะ เกิดกับคอ ในขณะที่ฝาประโปรงและกันชนหน้ามาพร้อมโครงสร้างที่จะช่วยซึมซับแรงกระแทก เพื่อลดการบาดเจ็บรวมทั้งปกป้องคนเดินถนน
4. เข็มขัด นิรภัยคู่หน้าแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ ช่วยลดแรงกระแทกจากการชนเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า รวมทั้งลดอาการบาดเจ็บที่หน้าอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. รุ่น GT มาพร้อมไฟหน้าติดตั้งระบบเพิ่มความสว่างขณะเข้าโค้ง (AFS) ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการมองเห็นสำหรับการขับขี่ยามค่ำคืน

* เฉพาะรุ่น GT
** ยกเว้นรุ่น GLX
ข้อมูลการขาย

# เป้าหมายการขายในช่วง 6 เดือนแรก (มีนาคม 2553) 4,000 คัน

# กิจกรรมการตลาด

1. เปิดรับจองล่วงหน้า ตั้งแต่ 16 กันยายน เป็นต้นไป
2. เปิดขายอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 16 ตุลาคม เป็นต้นไป
3. งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 16-18 ตุลาคม (10:00-21:00)
4. กิจกรรมโรดโชว์ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตุลาคม 2552- มีนาคม 2553

# เปิดขายอย่างเป็นทางการ
# ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิ 129 แห่งทั่วประเทศ ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว
ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง “ไดมอนด์ อินชัวรันส์”


มั่นใจเต็มที่กับคุณภาพของการบริการหลังการขาย และอะไหล่แท้ของมิตซูบิชิ

ความ พร้อมของการบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด DIAMOND ถือเป็นสิ่งที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุด ด้วยเหตุนี้บริษัทฯ จึงเน้นคุณภาพสูงสุดของศูนย์บริการทั้ง 129 แห่ง ให้มีความพร้อมทั้งด้านการบริการ การขาย และอะไหล่ ด้วยการสร้างบุคลากรให้มีทักษะ เชี่ยวชาญในทุกด้าน ทั้งด้านความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ของรถมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ โดยการจัดอบรมพนักงานขาย พนักงานช่างศูนย์บริการ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังจัดสำรองอะไหล่สิ้นเปลืองไว้ เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการได้ทันท่วงที พร้อมการกำหนดราคาของอะไหล่ มิตซูบิชิ แลนเซฮร์ อีเอ็กซ์ ให้สามารถแข่งขันได้
เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ด้วยราคาโดนใจ

มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มี 4 รุ่นให้เลือก เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยมี 5 สีให้เลือก ประกอบด้วย สีแดง สีบรอนซ์เงิน สีบรอนซ์ทอง สีเทาดำ และสีดำ พร้อมราคาขาย:
1. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLX ราคา 831,000 บาท
2. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLS ราคา 886,000 บาท
3. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLS-Ltd. ราคา 899,000 บาท
4. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 2.0 MIVEC GT ราคา 1,034,000 บาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

ระทึกไฟไหม้รถ BMW ติดแก๊ส หน้าปั้ม ปตท.กงไกรลาศ



ระวัง!!!!!!!!!!!!!กันหน่อยนะขอรับ ท่านทั้งหลายการใช้แก๊ส มันถูกก็จริง แต่เราต้องหมั่นดูแลรักษา ตรวจสอบข้อต่อ ท่อส่งก๊าซ ต่างๆ ย้ำนะขอรับ ว่า.......!!!!!!!ทุก....ทุก.....วัน ก่อนออกเดินทางไปไหนต่อไหน แล้วเวลาไม่ใช้ถ้าเป็นไปได้ ปิดวาวล์ที่ตัวถังเลยครับ
ลองอ่านดู นะขอรับเกิดขึ้นประจำ แต่นี้มันดันเกิดในปั๊ม ถ้ามัน.....!!!!????? ก็คงจะน่าดูชม

สุโขทัย – เกิดเหตุระทึกขวัญกลางดึก หลังรถ BMW ติดแก๊สเกิดไฟไหม้หน้าปั๊ม ปตท.กงไกรลาศ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงจึงควบคุมเพลิงได้

ช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา (6 ก.ย.) พ.ต.ต.รักพงษ์ วังใน สารวัตรเวร สภ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ได้รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้รถยนต์เก๋งดัดแปลงติดตั้งแก๊ส LPG บนถนนสิงหวัฒน์ หน้าปั้มน้ำมัน ปตท. หมู่ 4 ต.บ้านกร่าง จึงรีบประสานไปยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลฯ และรุดไปตรวจสอบพร้อมนายชวนินทร์ เพมะ นายกเทศมนตรีตำบลกงไกรลาศ

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ปิดเส้นทางการจราจรทั้ง 2 ฝั่ง เนื่องจากกลัวเกิดการระเบิด ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้นำรถบรรทุกน้ำ 2 คัน ระดมฉีดสกัดไฟที่กำลังโหมลุกไหม้รถยนต์ทั้งคัน นาน 30 นาที จึงควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการตรวจสอบรถยนต์เก๋ง ดังกล่าว ยี่ห้อ BMW รุ่น 520 ทะเบียน 9ง-3359 กรุงเทพมหานคร สภาพดัดแปลงติดตั้งแก๊ส LPG ใส่ล้อแม็ก ติดตั้งเครื่องเสียงอย่างดี ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน

นายไกกูณฐ์ ศรีประเสริฐ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/599 หมู่ 3 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นเจ้าของรถ เล่าว่า ตนเองและพ่อกับญาติ รวม 3 คน มาเยี่ยมน้องสาวที่สุโขทัย และกำลังจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางได้แวะเติมแก๊ส มาแล้วทั้ง 2 ปั้ม แต่เติมไม่เข้า จึงได้มาแวะเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ ที่ปั้มน้ำมัน ปตท. แทน

แต่ ขณะขับออกมาจากปั้มถึงกลางถนน ปรากฏเกิดมีประกายไฟใต้ท้องรถ จากนั้นไฟก็ลุกท่วมอย่างรวดเร็ว ทุกคนในรถจึงรีบเปิดประตู หนีตายออกมา โดยสามารถคว้ากระเป๋าเสื้อผ้า มาได้เพียงใบเดียว เบื้องต้นคาดสาเหตุเกิดจาก ระบบแก๊สรั่วไหล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบ โดยละเอียดอีกครั้ง
ขอบคุณ ข่าว ASTV ผู้จัดการ
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เป็นไปได้?...เชฟโรเลต โวลต์ ใช้น้ำมัน 1.2 ลิตรวิ่งได้ 100 กม

โอ พระเจ้า.....มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้ามันทำได้จริงแขกขายน้ำมันคงจะช้ำใจตายแน่ๆๆๆ ลองอ่านกันดูนะจ๊ะ



ข่าวต่างประเทศ - คาด เชฟโรเลต โวลต์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ หลังผลอัตราประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 100 กิโลเมตร ต่อน้ำมันเชื้อเพลิง 1.2 ลิตร จากกระบวนการทดสอบโดยใช้มาตรฐานความประหยัดของสถาบันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของ สหรัฐอเมริกา (อีพีเอ)
เชฟโรเลต โวลต์



เชฟโรเลต โวลต์ มีกำหนดเริ่มการผลิตในช่วงปลายปี 2553 และจะออกมาจำหน่ายจริงในปี 2554 นั้น ได้รับการคาดการณ์ว่าจะสามารถขับเคลื่อนได้ระยะทางไกลถึง 64 กิโลเมตร โดยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว และถ้าหากใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงร่วมด้วยแล้ว จะสามารถโลดแล่นบนท้องถนนได้มากกว่า 480 กิโลเมตร

“จากข้อมูลที่เราได้เห็นนั้น ผู้ขับขี่รถเชฟโรเลต โวลต์ ส่วนใหญ่อาจใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในการใช้งานชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเลยก็ได้ผู้ขับขี่โวลต์ จะได้รับสมรรถนะ และประโยชน์สูงสุด เมื่อชาร์จไฟอย่างน้อยหนึ่งครั้งในแต่ละวัน” ฟริตซ์ เฮนเดอร์สัน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ จีเอ็ม กล่าวและว่า
“ข้อกำหนดของอีพีเอ คือเครื่องชี้วัดที่ลูกค้าจะใช้เปรียบเทียบความประหยัดของรถแต่ละคัน ซึ่งการพัฒนายานยนต์ที่มีอัตราบริโภคน้ำมันถึง 100 กิโลเมตร ต่อ 2 ลิตร หรือประหยัดยิ่งกว่านั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งสำคัญ”

สมรรถนะที่แท้จริงของเชฟโรเลต โวลต์ ของผู้ขับขี่แต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายด้าน เช่น ใช้ระยะทางเดินทางเท่าใด มีการขนส่งหรือมีผู้โดยสารมากเพียงใด รวมถึงใช้อุปกรณ์อย่างเครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆหรือไม่ ซึ่งข้อกำหนดของอีพีเอสำหรับรถชาร์จไฟแบบปลั๊กอิน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสรุปครั้งสุดท้ายนั้น ตั้งมาตรฐานที่การชาร์จไฟเพียงหนึ่งครั้งต่อหนึ่งวัน โดยการทดสอบ โวลต์ ทั้งในการขับขี่ในเมือง และนอกเมืองของอีพีเอนั้น คาดการณ์ได้ว่า โวลต์จะขับเคลื่อนได้ระยะทางสูงสุดถึง 64 กิโลเมตรโดยการใช้แต่พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว โดยปราศจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป

ภายใต้กระบวนการทดสอบอัตราประหยัดรูปแบบใหม่นี้ อีพีเอ จะทดสอบรถปลั๊กอินพลังงานไฟฟ้าจากการใช้งานบนท้องถนนในเมืองมากกว่านอกเมือง โดยอีพีเอ จะพิจารณาจากอัตราบริโภคไฟฟ้าเป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อการวิ่งระยะทาง 161 กิโลเมตร ซึ่งจีเอ็ม คาดว่า เชฟโรเลต โวลต์ จะมีอัตราบริโภคกำลังไฟอยู่ที่เพียง 25 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 161 กิโลเมตร (หรือ 15.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร) หรือถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราว 50 สตางค์ต่อ 1 กิโลเมตร (หรือ 1.6 เซนต์ ต่อ 1 กิโลเมตร)

เชฟโรเลต โวลต์ ใช้ระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อเป็นขุมพลังหลักเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ระบบปฏิบัติการของโวลต์นั้นประกอบไปด้วยสองแบบ คือระบบไฟฟ้า และระบบที่สามารถใช้งานได้เป็นระยะทางไกลมากขึ้น (E-REV: Extended-Range Electric Vehicle) สำหรับระบบไฟฟ้า โวลต์ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน จึงไม่ก่อให้เกิดควันไอเสียขณะขับขี่ เนื่องจากโวลต์จะสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากชุดแบตเตอรีลิเธียม-ไอออน (lithium-ion)

เมื่อแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับที่กำหนดไว้ต่ำสุด โวลต์จะปรับเข้าสู่แบบการใช้งานสำรองเพิ่มระยะทางขับเคลื่อน (Extended-range) โดยอัตโนมัติ ในโหมดนี้เครื่องยนต์กำเนิดไฟฟ้าจะผลิตกระแสไฟป้อนเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้ ต่ออีกหลายร้อยกิโลเมตร ส่วนพลังงานสำรองที่เหลือในแบตเตอรี่จะช่วยเสริมการทำงานของเครื่องยนต์ กำเนิดไฟฟ้าเมื่อมีความจำเป็นต้องเร่งเครื่อง หรือเมื่อขึ้นเนินสูงชัน

“โวลต์ เป็นยานยนต์ที่ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง โดยมีอัตราประหยัดเชื้อเพลิงในการขับขี่ในเมือง เพียง 1.2 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมของสมรรถนะระบบส่งกำลังขับเคลื่อนและความ สามารถทดแทนการใช้น้ำมัน” แฟรงค์ เวเบอร์ ผู้บริหารสายยานยนต์สากล เชฟโรเลต โวลต์ กล่าว “นอกจากนี้ โวลต์ ยังเป็นยนตรกรรมที่ผสมผสานความเป็นยุโรป ซึ่งอาจจะนำมาปรับใช้ในจีน โดยมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงเพียง 1.6 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร สำหรับการขับขี่ที่ผสมผสานในเมืองและบนทางหลวง ในปีหน้านี้เราจะได้ทดลองขับจริง พร้อมกับการผลิตโวลต์ ไปจนถึงการเปิดตัวโวลต์อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี เรารู้สึกมั่นใจกับพัฒนาการในครั้งนี้ และเรายังคงคิดอีกว่าว่าเราต้องเผยแพร่ความคืบหน้าตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับที่เราทำกับพัฒนาการด้านอื่นๆของโวลต์มาโดยตลอด”

Data ASTV
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นิสสัน "ลีฟ"รถไฟฟ้า

นิสสันเปิดตัวรถไฟฟ้าเตรียมจำหน่ายปีหน้า
โยโกฮามา 2 ส.ค.–บริษัทผลิตรถยนต์นิสสันเปิดตัวรถ “ลีฟ” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ตามแผนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำธุรกิจรถยนต์ปลอดมลพิษ


รถ ต้นแบบที่นิสสันนำมาเปิดตัวครั้งนี้มีรูปแบบเป็นรถ 5 ประตู ทรงสปอร์ต ขนาด 5 ที่นั่ง โดยมีจุดประจุพลังงานไฟฟ้าที่ด้านหน้า ด้านนิสสันระบุว่ารถยนต์รุ่นลีฟซึ่งเตรียมจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐและยุโรปในปีหน้าได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง สามารถวิ่งได้ระยะทาง 160 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดเกิน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เบื้องต้น นิสสันยังไม่ได้ระบุราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าลีฟ แต่เปิดเผยว่ารถยนต์ลีฟซึ่งมีแผนทำตลาดทั่วโลกในปี 2555 จะมีราคาอยู่ในระดับเดียวกับรถเก๋งใช้พลังงานเชื้อเพลิงหลายรุ่นที่ทำตลาด อยู่ในขณะนี้โดยไม่รวมถึงค่าแบตเตอรีลิเธียม-ไออน อนึ่งมีรายงานด้วยว่าบริษัทรถยนต์หลายแห่งมีแผนที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต แต่คาดว่าแผนการอาจล่าช้าเนื่องจากอุปสรรคด้านต้นทุนของรถที่ยังมีราคาแพง รวมทั้งข้อจำกัดด้านระยะทางขับขี่และการประจุไฟฟ้าที่กินเวลานาน.-สำนักข่าว ไทย อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

รู้จักรถ 4wd เบื้องต้น


เพื่อนๆที่ชอบการเดินทาง สัมผัสธรรมชาติ และนิยมการใช้รถขับเคลื่อน4ล้อที่เรียกกันหลายแบบ เช่น 4WD 4X4 มันจะเรียกอะไรก็ช่างแต่ถ้ามันเป็นรถที่ใช้ในการขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร และมีเกียร์ขับ ปรับเปลี่ยนจาก 2ล้อหลังมาเป็น 4 ล้อก้ใช้ได้ครับ การใช้รถยนต์ ประเภทนี้มันจะมีการขับเคลื่อนหลายแบบ เช้นแบบ Full Time คือขับ4ล้อตลอดเวลา และแบบ Part Time ซึ่งจะสามารถเลือกใช้เมื่อมีความจำเป็น การใช้แบบ Full Time ไม่ค่อยจะมีปัญหามากนัก เพราะทางโรงงานผู้ผลิตออกแบบให้มันขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาอยู่แล้ว ที่ความเร็วเต็มพิกัด แต่มีข้อเสียก็คือมันเอาไปใช้หนักๆอย่างเพื่อนที่ออก Trip ขึ้นเขา ลงห้วย ลงเหวไม่ได้
ส่วนที่ขับเคลื่อน แบบ Part Time คือการเลือกใช้บางเวาลานั้น แยกออกได้อีก คือ ขับเคลื่อนแบบ 4 Low (Four Low) และ 4 Hi (Four High) ซึ่งทั้งสองแบบมีไว้ให้เพื่อเลือกในสถานะการณืที่ต่างกัน คือ
4 Hi ใช้สำหรับการใช้ความเร็วสูงที่ไม่เกิน 80 - 100 กม/ชม. ก้แบบประเภทไว้ใช้วิ่งเวลาฝนตกในถนนหลวง ที่ต้องการความมั่นใจในการเกาะถนน หรือเข้าไร่สวน ที่ทางขรุขระ บ้าง พอสนุกๆ
4Low ใช้สำหรับการขับเคลื่อนที่ความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. คือทางทุรกันดาร เช่นทางที่ฅนอื่นไม่เข้าเราเข้า หรือไว้ใช้ในการไต่เนินสูงๆ ไม่ความชันไม่เกิน 30 องศา หรือต่ำกว่า สูงกว่า ในแต่ละสเปคของรถยนต์คันนั้นๆ อ่นดูจากคู่มือประจำรถได้นะจ๊ะ ว่ามุมกันชนหน้า กันชนหลังมันเท่าไร และจะรู้ได้ไงละว่ามันกี่องศา อันนี้ใช้มาตราวัดได้ 2 อย่างคือ
1.ใช้ มาตรวัดที่ทางผู้ผลิตใจดีติดให้มา (ส่วนมากไม่มี หาติดเอาเอง)
2.ประสพกึ๋น หรือความชำนาญว่าข้า.... เคยไต่มาแล้วประมาณนี้และ
คราวนี้เรามาดูเรื่อง เกียร์ว่าต้องใช้อยาสงไรจึงจะเหมาะสม ว่ากันในเรื่องเกี่ยร์ Auto เพราะเดี๋ยวนี้นักพจญภัยหลาย ฅนใช้นะบอกว่ามันสบายดี ข้าฯก็เห็นด้วยขอรับ แต่ข้อเสียก็มีข้อดีก็มี แล้วอย่างไหนละ๋
เออ!!!!!พอก่อนนะจ๊เมื่อยจ๊ะ เดี๋ยวว่างๆจะมาต่อใหม่ว่าใครมันดีกว่า



ขุนไกรมั่วเอง อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การดูแลรักษารถเบื้องต้น


สำหรับผู้ใช้รถทุกท่าน การดูแลรักษาเครื่องยนต์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการยืดอายุการใช้งาน รถของคุณ ปรกติเราต้องตรวจตราดูแลรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ อาจจะสัปดาห์ละครั้งสำหรับการดูแลอย่างละเอียด แต่ถ้าเป็นไปได้ถ้าเราหมั่นดูแลรถของเราทุกวันก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในปัจจุบันถึงแม้จะมีศูนย์ให้บริการดูแลรักษารถตามสถานที่ต่างๆ ตรวจเช็คระยะตลอดทุกๆ 10,000 กิโลเมตร แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่ารถของคุณนั้นจะไม่เกิดปัญหาระหว่างทาง ทางที่ดีที่สุดคือความไม่ประมาท ควรจะหมั่นตรวจสอบอยู่เป็นระยะๆ เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่บานปลายจนต้องเสียเงินไปอีกหลายพันจนถึงเป็นหมื่นๆ บาท การดูแลรักษารถยนต์นั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ยุ่งยากและเสียเวลามากเลย เรามีข้อควรปฏิบัติอย่างง่ายสำหรับการดูแลรักษารถยนต์ประจำวันของคุณมานำ เสนอครับ

ประการที่1
ที่จะต้องตรวจก็คือ ลมยาง ตรวจง่ายๆ ด้วยสายตาว่ามันแฟบอ่อนหรือเปล่า ดูทุกเส้นนะครับ เพระถ้าลมยางของแต่ละล้อไม่เท่ากันจะมีผลต่อการทรงตัวของรถ ทำให้เบรกปัด, วิ่งส่าย, รถแถไปด้านหนึ่ง เป็นที่มาของการเกิดอุบัติเหตุด้วย อาจจะทำให้อายุของยางสั้นลง จึงต้องควักกระเป๋าก่อนถึงเวลาอันควรด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าพบว่าแรงดันลมไม่เท่ากันต้องตรวจเติมให้เรียบร้อย

ประการที่2
ที่ ต้องตรวจนั้นคือ ตรวจดูรอยหยดรั่วของน้ำและน้ำมันต่างๆใต้ท้องรถ ซึ่งก้มดูด้วยสายตาทำได้ง่ายๆครับ ถ้าพบว่ารั่วที่ล้อและเป็นน้ำมันเบรก จะต้องงดใช้งาน รีบปรึกษาช่าง และเมื่อตรวจพบว่าน้ำระบายความร้อนรั่วหยดให้หาที่มาของการรั่ว ถ้าเป็นข้อต่อก็ไขควงกวดอัดให้แน่น และถ้าพบรอยรั่วของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์หรือน้ำมันเฟืองท้ายก็อย่างนิ่งนอนใจ เมื่อมีเวลาจะต้องนำไปปรึกษาช่างเพื่อทำให้รอยรั่วนั้นๆหมดไป ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อกลไกดังกล่าวของรถยนต์นะครับ

คราวนี้มาดูห้องเครื่องกันบ้างครับคือเครื่องยนต์และอุปกรณ์ในห้องเครื่องยนต์

ประการที่3
คือ การดูแลน้ำระบายความร้อน วิธีดูก็ไม่ได้ยุ่งยากเลยนะครับ เพียงตรวจโดยการเปิดฝาหม้อน้ำออก ถ้าพบว่าน้ำพร่องน้อยลงไปก็ใช้น้ำสะอาดเติมลงไปให้เต็ม สำหรับรถบางคันนะครับ ลองสังเกตุดูว่าถ้ามีขวดพลาสติกที่เก็บน้ำอยู่และมีท่อเล็กๆต่อไปถึงหม้อน้ำ ก็ไม่ต้องเปิดฝาหม้อน้ำนะครับ ให้ดูระดับน้ำที่ขวดเก็บน้ำสำรองแทน ถ้าน้ำยังอยู่ในระดับที่กำหนดก็ไม่ต้องเติม แต่ถ้าต่ำก็ให้เปิดฝาขวดเก็บน้ำสำรอง แล้วเติมน้ำสะอาดให้เต็มนะครับ เรื่องดูแลน้ำระบายความร้อนอย่าละเลย เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ของท่านเสื่อมสภาพเร็วได้นะครับ

ประการที่4
ดูแล ตรวจเติมระดับน้ำมันเครื่องนะครับ เพราะถ้าน้ำมันเครื่องพร่องหรือแห้งจะทำให้เกิดการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ วิธีตรวจระดับน้ำมันเครื่องก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลย เพียงแต่ดึงเหล็กวัดออกมาเช็ดทำความสะอาดแล้วใส่กดลงไปยังตำแหน่งของมันให้ สุดจากนั้น ดึงออกมาตรงๆในแนวดิ่ง ระดับน้ำมันจะสักเกตได้จากรอยคราบน้ำมันที่เกาะอยู่ปลายเหล็กวัด น้ำมันจะต้องอยู่ระหว่างกลางขีดที่มีอักษร L (Low) และ F (Full) ถ้าต่ำจาก L ก็ให้เติมให้อยู่ในระดับเท่าเดิม และไม่ควรเติมจนเกินอักษร F เพราะจะทำให้ควันขาวจากน้ำมันเครื่องเข้ามาห้องเผาไหม้ และซคลเพลาข้อเหวี่ยงรั่วนะครับ ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์เลย

ประการที่5
การ ตรวจเติมน้ำมันเบรกในกระบอกเก็บน้ำมันเบรกที่แม่ปั้มเบรก ถ้ามีระดับสูงก้ไม่ต้องเติมนะครับแต่พ้าพร่องต่ำกว่าขีดที่กำหนดให้เติมจน ได้ระดับที่ถูกต้อง การเติมน้ำมันเบรกมีข้อควรระวังก็คือ อย่าให้น้ำมันเบรกหกราดโดนสีรถจำทำให้สีเสียหาย และถ้าหก ห้ามเช็ดนะครับ ให้ใช้น้ำราดให้เจือจาง เพราะจะทำให้สีเสียหายเป็นแผลทางยาวไปตลอดแนวที่เช็ด สำหรับน้ำมันเบรกนั้น ถ้าพร่องมากๆทุกวัน จะต้องรีบนำรถไปปรึกษาช่างนะครับ "เพราะเบรกคือชีวิต" มีชีวิตของใครบ้างหรือครับ ก็ชีวิตของท่าน และผู้ที่โดยสารมากับท่านรวมถึงผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนกับท่านด้วย

ประการสุดท้าย
การ บำรุงรักษาประจำวัน คือกระบอกคลัตช์น้ำมันจะต้องมีการตรวจเติมน้ำมันให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง กระบอกดังกล่าวอยู่ข้างๆกระบอกน้ำมันเบรกและน้ำมันที่เติมก็คือน้ำมันเบรก นั่นแหละ อย่าละเลยครับ เพราะถ้าน้ำมันหมดจะเข้าเกียร์ไม่ได้ นั่นคือรถวิ่งไม่ได้นั่นเอง


เพียงท่านเสียสละเวลาเพียง 15 นาทีต่อวัน รถก็จะอยูกับเรายาว....นาน อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เตรียมพร้อมไป ซิ่งกัน อ่านต่อกดจ๊ะ......