พ.ต.ท.อรรถพร สุริยเลิศ รองผู้กำกับศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการ โจรกรรมรถยนต์
ในปีหนึ่งๆ มีสถิติรถหายทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคัน และช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ซึ่งตามสถิติจะมีเหตุรถหายเยอะมากที่สุด เนื่องจากเจ้าของรถส่วนใหญ่คิดว่า คงไม่มีใครมาขโมยรถตอนฝนตก แต่ความจริงแก๊งลักรถมักจะออกอาละวาดตอนฝนตกนี่แหละ โดยขี่มอเตอร์ไซค์ออกตระเวนหารถที่ต้องการ โดยรถที่ถูกขโมยกันเยอะในช่วงฝนตก คือรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน เพระเวลาก่อเหตุเสียงฝนจะกลบหมด เจ้าของบ้านก็ไม่ได้ยิน นอกจากนั้นตำรวจสายตรวจมักจะไม่ออกตรวจในช่วงฝนตกด้วย จึงเป็นช่วงจังหวะเหมาะที่พวกนี้จะออกก่อเหตุ
เป็นการยืนยันแบบรู้ข้อมูลจริงจาก พ.ต.ท. อรรถพร สุริยเลิศ รองผู้กำกับศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการ โจรกรรมรถยนต์ กับ ASTV ผู้จัดการ และฝากเตือนประชาชนอย่าประมาท เนื่องจากช่วงฝนนี้กำลังเป็นฤดูของแก๊งลักรถอาละวาดเลยล่ะ
รถยอดฮิต-วิธีลักรถ-สถานที่เสี่ยง
หัว หน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ ยังบอกว่ายี่ห้อรถยนต์ที่มีสถิติสูญหายมากที่สุด ในกลุ่มรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง เป็นฮอนด้า แจ๊ซ และซิตี้ ขณะที่ปิกอัพแก๊งลักรถชื่นชอบ โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ และอีซูซุ ดีแมคซ์ มากที่สุด ส่วนรถจักรยานยนต์เป็น ฮอนด้า เวฟ และรุ่นคลิก
ส่วนสถานที่จอดรถที่เสี่ยงต่อการถูกลักมากสุด ตามสถิติแล้วจะเป็นสถานที่จอดรถประจำ อันเป็นจอดรถริมถนน หรือหน้าบ้านพักอาศัย แต่สถานที่จอดรถชั่วคราว เช่นลานจอดรถตลาดสด และห้างสรรพสินค้า เป็นอีกสถานที่ที่แก๊งลักรถมองตาเป็นมัน เพราะรู้ว่าเหยื่อเจ้าของรถมัวแต่ช็อปปิ้งเพลิน
รถที่ถูกขโมยส่วนใหญ่จะเป็นรถที่ตลาดหรือผู้ซื้อต้องการ โดยปกติก่อนที่จะออกโจรกรรมรถนั้น แก๊งลักรถจะต้องทราบความต้องการของฝ่ายผู้สั่งซื้อ หรือนายหน้าก่อนว่า ต้องการรถแบบไหน ยี่ห้อ รุ่น ขนาด หรือสีอะไร หรือที่เรียกกันว่า ใบสั่ง จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็จะออกตระเวน ไปในสถานที่ต่างๆ เพื่อหารถตามใบสั่ง โดยส่วนมากจะหารถจากในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพราะมีรถตามที่ต้องการมาก
สำหรับวิธีการโจรกรรมก็มีอยู่หลายวิธี ทั้งวิธีการเก่าๆ และที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ผสมผสานกัน ซึ่งคนร้ายจะทำการศึกษาวิธีการและกลไกการป้องกันการโจรกรรมรถของเจ้าของรถ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแม้ว่าจะมีอุปกรณ์ป้องกันการขโมยรถใหม่ๆ ออกมาตลอด แก๊งลักรถก็หาทางขโมยไปจนได้ พ.ต.ท.อรรถพรกล่าว
ขณะ ที่วิธีการโจรกรรมรถ มีหลากหลายทั้งแบบเก่าๆ และพัฒนาขึ้นมาใหม่ผสมผสานกัน จากการรวบรวมมีอยู่กว่า 70 วิธีเลยทีเดียว แต่ที่แก๊งลักรถนิยมกันจะมีอยู่ 15 วิธี ไม่ว่าจะเป็น งัดหูช้าง ใช้สารพัดกุญแจ ทั้งปลอม ลอกแบบ และสร้างกุญแจ หรือบางรายก็เล่นจี้ชิงเอาดื้อๆ เลย
แก๊งดาวน์รถ-แชร์รถ-จำนำใต้ดิน
นอก จากนี้การโจรกรรมรถมักทำเป็นขบวนการ โดยมีกลุ่มนายทุนให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งวิธีการที่กำลังแพร่ระบาดมากคือ แก๊งดาวน์รถ และ แชร์รถยนต์
จริงๆ แล้วตัวเลขรถหาย พบว่ามีรถที่ไม่ได้หายจริงถึง 30% แต่เป็นการทำรถให้หายไปจากระบบ โดยฝีมือของแก๊งอาชญากรรมที่เรียกกันว่า แก๊งดาวน์รถ โดยแก๊งพวกนี้จะจ้างชาวบ้านในชุมชนไปดาวน์ โดยจ้างคน 3,000 บาท คนค้ำประกัน 2,000 บาท ที่พบมากคือรถจักรยานยนต์ เพราะดาวน์ง่าย ใช้เงินดาวน์น้อย บางร้านให้ดาวน์ 999 บาท หรือบางร้านไม่เรียกเงินดาวน์เลย แค่เอาสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ซื้อไว้ เมื่อได้รถมาแล้วแก๊งดาวน์รถก็ส่งไปขายที่กัมพูชา ส่วนร้านขายรถเขามีประกันภัยก็แค่ไปแจ้งหาย บริษัทประกันภัยก็ไปจ่ายไฟแนนซ์ จะเห็นว่าพวกมิจฉาชีพเอารถไปขายได้ 30,000 บาท แต่ลงทุนจ้างชาวบ้านแค่ 5,000 บาท ทำอย่างนี้สัก 10 คัน ได้เงินตั้งหลายแสน ทำให้มันก็เลยเกิดขบวนการอย่างนี้ขึ้นมามาก
อย่างคดีที่ดังๆ แถวย่านบางปู แก๊งดาวน์รถมันเอาใบปลิวไปติดในสลัมว่า ถ้าร้อนเงินให้ติดต่อที่เบอร์นี้ พอชาวบ้านมาติดต่อเขาก็ให้กู้เงิน 12,000 บาท โดยให้ชาวบ้านไปดาวน์รถจักรยานยนต์มา เพื่อเอามาค้ำประกันเงินกู้ จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็ส่งรถไปขายชายแดน แต่ยังให้ชาวบ้านผ่อนชำระเงินกู้ต่อไป และหลอกว่าผ่อนชำระครบจะได้รถคืน เป็นการหลอกไปเรื่อยๆ
พ.ต.ท.อรรถพรบอกว่า ยังมีอีกรูปแบบที่คล้ายๆ กับวิธีดาวน์รถ คือ แชร์รถยนต์ ซึ่งแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
เมื่อ ปี 2551 ที่ผ่านมา คดีแชร์รถยนต์จะดังมาก ซึ่งมีการขโมยหรือฉ้อโกงรถไปถึง 1,2000 คัน โดยใช้เวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้น โดยเขาใช้วิธีตั้งบริษัทหลอกระดมรถเช่าจากชาวบ้าน นำรถยนต์มาให้เช่าโดยจ่ายค่าเช่าราคาสูงถึงเดือนละ 30,000 บาท ชาวบ้านก็มองว่าคุ้มมาก สมมุติดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนค่างวดเดือนละ 13,000 บาท แต่ได้ค่าเช่าถึงเดือนละ 30,000 บาท และให้เช่าแค่ 3 เดือน ก็ได้เงินดาวน์คืนแล้ว หักค่างวดแล้วก็ยังเหลืออีกเดือนละ 17,000 บาท ชาวบ้านบางรายที่ไม่มีรถ ถึงกับไปดาวน์รถใหม่มาให้เช่า บางคนก็ลงทุนดาวน์รถออกมา 2 คัน ไปกู้เงินมาดาวน์รถเอามาให้บริษัทดังกล่าวเช่า แต่แก๊งดาวน์รถพวกนี้จะเอารถไปขายตามแนวชายแดน หรือเอาไปจำนำ มีทั้งจำนำกับเต็นท์รถ จำนำตามบ่อนในกรุงเทพฯ จำนำกับพวกนายทุนใต้ดิน ซึ่งเป็นพวกที่มีเงินเหลือ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เอาเงินมาปล่อยกู้
ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีนายทุนใต้ดินที่รับจำนำรถในลักษณะดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 500 ราย ซึ่งในวงการจะรู้กันว่าใครรับจำนำรถบ้าง โดยนายทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกหน้าทำธุรกิจเอง แต่ให้ลูกน้องออกหน้าแทน แต่บางรายก็เปิดเป็นบริษัทรับจำนำรถบังหน้า แต่ธุรกิจจริงๆ คือ รับซื้อรถที่ได้จากการโจรกรรม
ระวัง! ถูกสวมซาก-ปลอมทะเบียน
เมื่อบรรดาแก๊งโจรกรรมรถผ่านขั้นตอนต่างๆ ของการลักรถมาแล้ว วิธีการปล่อยรถที่รับรู้กัน คือ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน และการผ่าแยกชิ้นส่วนเป็นวิธีหนึ่งที่คนร้ายนิยมมาก เพราะเมืองไทยมีปัญหาเรื่องอะไหล่แพง โดยเฉพาะอะไหล่จากศูนย์ของรถยี่ห้อนั้นๆ ดังนั้นบางแก๊งจะตระเวนลักรถ เพื่อนำอะไหล่ไปขายให้พ่อค้าตามตลาดเชียงกง (ตลาดขายอะไหล่มือสอง) โดยอู่รถต่างๆ ก็จะมาซื้ออะไหล่ที่เชียงกง โดยไม่รู้ว่าเป็นของที่ขโมยมา ซึ่งสาเหตุที่แก๊งพวกนี้เลือกที่จะแยกอะไหล่ขาย แทนที่จะขายรถทั้งคัน เพราะรถที่ขโมยมานั้นผู้ซื้อจะให้ราคาจะต่ำมาก อีกทั้งการถอดอะไหล่ขายยังเป็นวิธีที่สามารถหลบเลี่ยงการจับกุมได้ง่ายกว่า
นอกจาก 2 วิธีดังกล่าวแล้ว แก๊งโจรกรรมรถยังใช้วิธีคลาสสิค เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจับกุม ด้วยการนำรถที่โจรกรรมมาสวมซาก และสวมทะเบียน
จะมีแก๊งมิจฉาชีพไปประมูลรถยนต์ ที่เสียหายจากอุบัติเหตุจนพังยับ หรือซ่อมไม่ได้ จากบริษัทประภัยรถยนต์ต่างๆ โดยพวกมิจฉาชีพจะฮั้วราคากัน ทำให้ได้รถยนต์ราคาถูกๆ ไป เฉลี่ยคันละกว่าแสนบาท จุดประสงค์ต้องการเพียงเลขทะเบียนรถยนต์ เลขแชสซี (เลขตัวถังรถ) และเลขเครื่องยนต์เท่านั้น
พ.ต.ท. อรรถพรอธิบายต่อว่า พอได้ทั้ง 3 ส่วนนี้มาแล้ว แก๊งโจรกรรมก็จะใช้กระดาษขูดลอกเลขเครื่องยนต์ออกมา แล้วเอาไปแปะรถที่ขโมยมา ส่วนเลขเลขแชสซีก็ปาดมาเชื่อมติดกับรถดังกล่าว พร้อมนำป้ายทะเบียนจากรถที่ประมูลมาติด จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็เอารถที่สวมทะเบียนมาขายตามเต็นท์รถ ชาวบ้านไม่รู้ก็ซื้อมาเพราะเห็นว่าเอกสารทุกอย่างเป็นตัวจริงหมด รถก็เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ทั้งที่ตัวรถนั้นจริงๆ แล้วเป็นรถที่ถูกขโมยมา วันดีคืนดีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเห็นภาพรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่าเลขทะเบียนไปตรงกับรถที่ขโมยเอามาสวมทะเบียน ก็ไปตามยึดรถมาตรวจพิสูจน์ และพบว่าเป็นรถที่ขโมยมา ก็เรียกเจ้าของเดิมมารับ แล้วก็ขยายผลเพื่อติดตามตัวคนร้ายต่อไป
ปัญหานี้ทางศูนย์ฯ ของเรา ได้ร้องขอให้บริษัทประกันภัยทำลายรถ และยกเลิกทะเบียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำรถไปสวมทะเบียน แต่บริษัทประกันก็ไม่ยอม เขาบอกว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของเขา ขบวนการการสวมซากและสวมทะเบียนรถ มันก็เลยปราบไม่หมดสักที พ.ต.ท.อรรถพรถึงช่องว่างทางกฎหมาย
วิธีการตรวจสอบทะเบียนปลอม
ส่วน การสวมทะเบียนอีกลักษณะ เป็นปลอมเอกสารและเลขทะเบียนหมดกันดื้อๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียน แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี
วิธี การนี้เมื่อคนร้ายได้รถที่โจรกรรมมาแล้ว จะจ้างคนทำเอกสารปลอมขึ้นมาสวม แล้วนำรถไปขายต่อ ซึ่งเอกสารปลอมที่เขาขายราคาก็ไม่แพง แผ่นป้ายทะเบียน 2,000 บาท แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี กับพ.ร.บ.รถยนต์คู่ละ 2,000 บาท ถ้าชุดใหญ่มีสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ด้วย ราคา 20,000 บาท
แต่เอกสารปลอมเหล่านี้ทำไม่เหมือนนะ อย่างแผ่นป้ายทะเบียนที่ติดอยู่ท้ายรถ ถ้าเป็นของจริงด้านหน้าจะมีตัวเลข 10 หลัก ซึ่ง กรมการขนส่งจะยิงด้วยเลเซอร์ อยู่ด้านล่างแผ่นป้าย สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และมีพรายน้ำสัญลักษณ์ตราขนส่งทางบกระยิบระยับอยู่บนแผ่นป้าย ถ้าเอาไฟฉายส่องหรือมองกลางแดด จะเห็นได้ชัด รวมทั้งจะมีตัวอักษร ขส. ปั๊ม อยู่ด้านหลังแผ่นป้ายด้วย แต่ของปลอมจะไม่มีตัวเลข หรือสัญลักษณ์เหล่านี้ เพราะมิจฉาชีพไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขนาดนี้
พ.ต.ท.อรรถพรยังอธิบายวิธีสังเกตุแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอม ซึ่งให้ดูวงกลมสีเงินเล็กๆ จะมีสัญลักษณ์ของกรมขนส่งทางบกอยู่ และถ้าเอียงดูจะเห็นประกายสีรุ้ง แต่ถ้าเป็นของปลอมจะไม่มีสัญลักษณ์ดังกล่าว เพราะเทคโนโลยีแก๊งมิจฉาชีพยังไม่ถึง และถ้าของจริงลองลูบดูจะลื่นมือ แต่ของปลอมจะด้านๆ ส่วนตัวอักษรถ้าเป็นของปลอม เส้นขอบจะไม่ชัดเจน ขูดลอกได้ง่าย เพราะจะใช้วิธีเอาแผ่นตัวอักษรแบบขูดมาลอกติด หรือไม่ก็ตัดตัวอักษรจากแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของปีที่ผ่านๆ มา แล้วเอากาวแปะติด ซึ่งถ้าใช้มือลูบตรงขอบตัวอักษรก็จะรู้เลย บางทีก็ใช้หมึกดำเขียนทับก็มี ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นความแตกต่างชัดเจน บางทีชุ่ยถึงขนาดเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของปีก่อน มาขูดขีดดัดแปลงโดยที่ไม่แก้เลขปีด้วยซ้ำ
บางรายซื้อรถไปเป็นปีแล้ว เพิ่งมารู้ว่าซื้อรถขโมยตอนไปต่อทะเบียนภาษี เพราะดันไปเจอรถยี่ห้อเดียวกัน สีเดียวกัน เลขทะเบียนอะไรเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้ที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งกรณีนี้เรียกกันว่า รถแฝด ดังนั้นเวลาซื้อรถ โดยเฉพาะรถมือสองนั้น ผู้ซื้อควรตรวจสอบจากกรมการขนส่งทางบกว่ารายละเอียดในคู่มือทะเบียนรถ เลขทะเบียนรถยนต์ เลขแชสซี เลขเครื่องยนต์ สีและยี่ห้อตรงกับรถที่ตนเองซื้อหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่ได้จากผู้ขายด้วยว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่
ส่วนการปราบปรามขบวนการโจรกรรมรถยนต์ให้หมดไป พ.ต.ท.อรรถพรยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก ตราบใดที่ยังมีนายทุนใหญ่ คอยรับซื้อรถที่ได้จากการโจรกรรม อีกทั้งการจะเอาผิดกับกลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลังแก๊งโจรกรรมรถนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน เนื่องจากนายทุนจะไม่ออกหน้าแล้ว การทำงานของเครือข่ายแก๊งโจรกรรมรถในแต่ละขั้นตอน จะทำงานแบบแยกกลุ่มและตัดตอนกันหมด เช่น คนที่ขโมยรถจะรู้จักแค่คนรับซื้อ แต่ไม่รู้จักนายทุน หรือคนที่ขับรถไปส่งขายตามแนวชายแดนก็รู้จักแค่คนที่มาติดต่อ แต่ไม่รู้จักตัวคนขาย
ดัง นั้นอันดับแรกที่น่าจะช่วย หรือชะลอให้ถูกลักรถได้ง่าย พ.ต.ท.อรรถพรแนะนำว่า วิธีป้องกันการโจรกรรมที่ค่อนข้างได้ผล คือ วิธีการล็อกแบบ 3 ง่าม สำหรับรถยนต์ และล็อกดิสก์เบรกสำหรับจักรยานยนต์
จากที่ถามแก๊งลักรถว่า ถ้าเจออุปกรณ์ไหนจะไม่ลัก เขาก็บอกว่าถ้าเจอล็อกพวงมาลัยรถยนต์จะใช้วิธีตัด หรือเจอล็อกเกียร์ก็ใช้เวลาเลื่อยแป๊บเดียวก็ออกแล้ว แต่ถ้าเจอล็อก 3 ง่าม มีข้างล่างด้วย มันไม่เอาเพราะขี้เกียจเสียเวลามุดลงไปตัดข้างล่าง แต่ถ้าเป็นรถจักรยานยนต์ให้ใช้วิธีล็อกดิสก์เบรคได้ผลมากที่สุด พวกแก๊งลักรถจะไม่เอาเลย นอกจากนั้นก็การติดจีพีเอส ติดระบบป้องกันขโมย ที่ใช้แสงสี หรือเสียงส่งสัญญาณ เพื่อถ่วงเวลาคนร้ายก็ช่วยได้เช่นกัน
แม้ วิธีการป้องกันดังกล่าว จะไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนเมื่อเราทราบเป้าหมายรถยนต์ และวิธีโจรกรรมยอดฮิตของแก๊งลักรถ ตลอดจนถึงวิธีการอำพราง และปล่อยรถแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้ท่านเจ้าของรถทั้งหลาย ได้ระวังป้องกันหรือยื้อเวลาการลักรถ จากพวกมิจฉาชีพให้นานที่สุด รวมถึงไม่ประมาทในการตกเป็นเหงื่อถูกหลอกให้ซื้อรถสวมซาก หรือจดทะเบียนปลอม!
Thank News Manager online อ่านต่อกดจ๊ะ......