วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ซูซูกิ สวิฟท์ เก๋งเล็กน้องใหม่ในราคา 5.99 แสนบาท

บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด “ซูซูกิ สวิฟท์” รถ ในเซกเมนต์ซับคอมแพคต์ โดยมากับเครื่องยนต์รหัส M15A แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 74 กิโลวัตต์ ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 133 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมเทคโนโลยี Variable Valve Timing (VVT)


สวิฟท์ ตัวแข่ง


ส่งกำลังด้วยเกียร์ อัตโนมัติ 4 สปีด อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม. /ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 11.7 วินาที รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.7 เมตร ทำให้มีความคล่องตัวสูง ช่วงล่างของสวิฟท์ หน้า อิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมคอยล์สปริง ส่วนหลังเป็นแบบทอร์ชั่น บีม พร้อมคอยล์สปริง ส่วนระบบเบรกหน้าดิสก์เบรก หลังดรัมเบรก

สำหรับภายในห้องโดยสารมีสไตล์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบริเวณพวงมาลัย ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย หรือละสายตาจากทัศนวิสัยเบื้องหน้า ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบดิจิตอล ชุดอุปกรณ์เครื่องเสียง ประกอบด้วยวิทยุและเครื่องเล่นซีดี ออกแบบอย่างลงตัว ไร้รอยต่อ กลมกลืนกับดีไซน์ของตัวรถ และยังมีระบบ Keyless Start และระบบกรองอากาศ


สวิฟท์ รุ่นตกแต่งพิเศษ


ด้านความปลอดภัย สวิฟท์เสริมด้วยคานกันกระแทกด้านข้าง ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรก (ABS) ทั้ง 4 ล้อ และระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมระบบช่วยเบรก ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจทุกครั้งเมื่อต้องการหยุดรถอย่างปลอดภัย ทั้งยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า (SRS) และระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer ช่วยป้องกันการโจรกรรม

นอก จากนี้ ซูซูกิยังมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทางไปกับ สวิฟท์ ด้วยบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง (24 Hours Road Side Assistance) และบริการสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง อีกด้วย (จากหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐาน โทร. 1800-600-900, จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โทร. 1401-600-900)

สวิฟท์ มากับ 2 เลือก

รุ่น GA เกียร์อัตโนมัติ ราคา 599,000 บาท
รุ่น GL เกียร์อัตโนมัติ ราคา 649,000 บาท(มีถุงลมนิรภัยและABS)


ซูซูกิ สวิฟท์ เรียกความสนใจจากผู้เข้าชมงานได้ไม่น้อยหน้ารถคันอื่น


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เผยโตโยต้าเรียกคืน'พรีอุส'2.7แสนคัน แค่ในสหรัฐฯและญี่ปุ่น

เอเจนซี/เอเอฟพี - โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป มีแผนเรียกคืนรถไฮบริดยอดนิยมรุ่น "พรีอุส" 270,000 คันในสหรัฐฯและญี่ปุ่น เพื่อซ่อมแซมปัญหาเบรคไม่ทำงาน หนังสือพิมพ์นิเกอิรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี(4) ขณะที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบแห่งนี้กำลังถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐบาล วอชิงตัน



โตโยต้า จะยื่นเอกสารกับกระทรวงขนส่งของญี่ปุ่นและสหรัฐฯเร็วๆนี้ เพื่อเรียกคืนรถยนต์ หลังถูกผู้บริโภคร้องเรียนเกี่ยวกับระบบเบรคของพรีอุส โมเดล 2010 หนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นรายงานโดยปราศจากการอ้างอิงแหล่งข่าวใดๆ

กรณีเรียกคืนครั้งล่าสุดนี้ประกอบด้วยพรีอุส 176,000 คันในญี่ปุ่นและอีกราว 100,000 คันในสหรัฐฯ ที่วางจำหน่ายระหว่างพฤษภาคมถึงธันวาคมปีก่อน และครอบคลุมถึงพรีอุส รุ่น 3 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2009 ด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากหน่วยงานผู้คุมกฎระเบียบด้าน ความปลอดภัยของสหรัฐฯ เปิดฉากการตรวจสอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดี(4) ถึงปัญหาต่างๆเกี่ยวกับระบบเบรคของพรีอุส ความควายที่แทรกเข้ามาขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แห่งนี้กำลังโซเซกับกรณี ต้องเรียกคืนรถยนต์ยอดนิยมหลายรุ่นจำนวนมหาศาล

สำนักงานความปลอดภัยของการจราจรทางหลวงแห่งชาติ หน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงขนส่งสหรัฐฯ แถลงว่าพวกเขากำลังขยายความพยายามเข้าตรวจสอบปัญหาของรถยนต์พรีอุส หลังจากมีผู้บริโภคถึง 124 รายร้องเรียนเข้ามา

การเข้าพิสูจน์รถไฮบริดยอดนิยมของโลกจะเป็นการตรวจสอบ "ข้อกล่าวหาเบรคไม่ทำงานชั่วขณะระหว่างขับขี่บนท้องถนนที่ไม่เรียบ เป็นหลุมบ่อและเกิดเหตุชน" สำนักงานความปลอดภัยของการจราจรทางหลวงแห่งชาติระบุ

"ทีมสืบสวนได้พูดคุยกับผู้บริโภคและดำเนินการสืบสวนเบื้องต้น ณ สถานที่จริง" หน่วยงานแห่งนี้กล่าวในแถลงการณ์ พร้อมระบุว่ามีเจ้าของรถยนต์พรีอุส 4 รายได้ร้องเรียนต่อกรณีเกิดอุบัติเหตุสืบเนื่องจากข้อบกพร่องของระบบเบรค

โตโยต้า ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักในสหรัฐฯ สำหรับวิธีจัดการของบริษัทต่อผลกระทบจากกรณีเรียกคืนรถยนต์กว่า 8 ล้านคันทั่วโลก ตามหลังปัญหาคันเร่งค้าง

เรย์ ลาฮูด รัฐมนตรีกระทรวงขนส่งของสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ความปลอดภัยคือเป้าหมายแรกของเรา" พร้อมระบุว่าหน่วยงานของเขากำลังทำงานในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับ "ปัญหาคันเร่งค้างและพรมปูพื้นรถยนต์ที่ทำให้คันเร่งติดขัด" ในรถยนต์หลายรุ่นของโตโยต้า

ขณะเดียวรัฐสภาได้ส่งสัญญาณว่าจะขยายการตรวจสอบไปยังรถโตโยต้ากระบะ รุ่น "ทาโคมา" ซึ่งประสบปัญหาคันเร่งเช่นกัน ส่วนนายโยชิมิ อินาบะ ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าในสหรัฐฯ เตรียมเข้าให้ปากคำกับรัฐสภาในวันพุธหน้า(10) ส่วนหนึ่งของการตรวจสอบอย่างกว้างขวางของคองเกรส

ลาฮูด เปิดเผยว่าเขาได้รับคำรับประกันจากนายอาคิโอะ โตโยดะ ผู้บริหารบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ระหว่างพูดคุยโทรศัพท์กันเมื่อวันพฤหัสบดี(4) ถึงความปลอดภัยในรถยนต์และรถบรรทุกของโตโยต้า

โตโยต้า "รับประกันกับเขาว่า โตโยต้าใส่ใจต่อความกังวลด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯและยกเป็นประเด็นด้านความ ปลอดภัยเป็นเป้าหมายสูงสุดของบริษัท" กระทรวงขนส่งสหรัฐฯระบุในแถลงการณ์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

‘ซูซูกิ’ ปูฐานรุกตลาดไทย ส่งเอสเอ็กซ์4 เสริมสวิฟท์



ซูซูกิ เดินหน้าปูฐานตลาดไทย หลังจากบริษัทแม่เข้ามาตั้งโรงงานผลิต และทำตลาดในไทยต่อจากดิสทริบิวเตอร์เดิม ที่จะหมดสัญญาภายในสิ้นปีนี้ แต่เพื่อลดความสับสนของลูกค้า และปัญหาขัดแย้งกับกลุ่มตระกูล “พรประภา” ผู้หุ้นคนไทยของตัวแทนจำหน่ายปัจจุบัน จึงให้สิทธิ์ ขาย “ซูซูกิ สวิฟท์” รถโมเดลแรกที่ทำตลาดโดยบริษัทใหม่ พร้อมกับทำความเข้าใจดีลเลอร์กว่า 40 ราย และปรับเกณฑ์ให้เข้าข้อกำหนดใหม่ เพื่อวางเครือข่ายให้ครบ 60 แห่งรองรับอีโคคาร์ที่จะเปิดตัวในปี 2555 พร้อมเพิ่มทางเลือกสินค้าให้หลากหลาย เตรียมนำเข้าแฮทซ์แบ็กขนาดเล็ก“ซูซูกิ เอสเอ็กซ์4”(SX4) เวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ จากอินโดนีเซียมาบุกตลาดรถไทย คาดเป็นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 107 แรงม้า ขณะที่โครงการอีโคคาร์ยังมีเฟสสอง ที่จะตามมาเขย่าคู่แข่งอีกระลอกในปี 2558 ด้วย

หลังจากเปิดตัวบริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (SAMT) บริษัทใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจผลิตรถยนต์ซูซูกิในไทย และจะทำตลาดต่อจากบริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล (ประเทศไทย) หรือ SAT (ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มตระกูลพรประภาของไทย ถือหุ้นในสัดส่วน 60:40) ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ซูซูกิ สวิฟท์ โดยขายผ่านดีลเลอร์รายใหม่ ที่เป็นของกลุ่มธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายสีทีโอเอ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากเอสเอเอ็มที เพื่อเป็นการรองรับแผนการบุกตลาดไทยอย่างเต็มรูปแบบในปี 2555 จากการผลิตและเปิดตัวรถในโครงการอีโคคาร์ มูลค่าการลงทุน 7,500 ล้านบาท




อย่างไรก็ตามการเข้ามาของ ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น และกำหนดไม่ให้ดีลเลอร์ ที่ไม่ได้รับอนุมัติจากเอสเอเอ็มที หรือที่เอสเอทีดูแลอยู่ไม่สามารถขายขายรถรุ่นสวิฟท์ได้ จึงทำให้สร้างความสับสนต่อลูกค้าเป็นอย่างมาก แต่ล่าสุดเอสเอเอ็มทีได้เจรจาและตกลงให้สิทธ์ กับทางสยามอินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น ของกลุ่มตระกูลพรประภา ให้สามารถขายซูซูกิ สวิฟท์ ได้เช่นเดียวกัน เพื่อลดปัญหาความสับสนของลูกค้า และยังการเป็นการประณีประนอมกับทางกลุ่มพรประภา ในฐานะผู้ถือหุ้นคนไทยของเอสเอทีผู้นำเข้าและจำหน่ายซูซูกิในไทยปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ได้ยอมรับเงื่อนไขการเข้าเป็นดีลเลอต์ของเอสเอเอ็มทีแล้ว




ทั้งนี้ในส่วนของดีลเลอร์ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 40 ราย ได้มีเจรจาและชี้แจงถึงการเข้ามาทำตลาดของเอสเอเอ็มที และให้ดีลเลอร์แต่ละรายปรับให้เข้ากับข้อกำหนดใหม่ โดยคาดว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยเป็นมาตรฐานเดียวกันภายในปีนี้ และเอสเอเอ็มทีจะเข้ามาบริหารงานเต็มรูปแบบในปี 2554 เมื่อสัญญาการเป็นดิสทริบิวเตอร์ในไทยของเอสเอทีหมดลง และคาดว่าจะมีดีลเลอร์ทั้งหมด 60 ราย เพื่อรองรับแผนการเปิดตัวรถยนต์โครงการอีโคคาร์ของซูซูกิในปี 2555

นอกจากจัดระบบเครือข่ายจำหน่ายให้ลงตัวแล้ว เพื่อปูฐานซูซูกิในไทยให้แข็งแกร่ง เอสเอเอ็มทีจึงได้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ และได้เปิดตัว ซูซูกิ สวิฟท์ ซึ่งเป็นโมเดลแรกที่อยู่ภายใต้การดูแลของเอสเอเอ็มที ไปในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยถือเป็นโมเดลหลักของเอสเอเอ็มทีในการทำตลาดปีนี้ ส่วนรุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ซูซูกิ วิทาร่า, แครี่ และเอพีวี ยังจะเป็นสินค้าหลักทำยอดขายในไทย แต่จะขึ้นอยู่กับทางเอสเอที จนกว่าปี 2554 จึงจะถ่ายโอนมาให้เอสเอเอ็มทีเข้ามาทำตลาดเต็มรูปแบบ


แต่เพื่อความหลากหลายและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เอสเอเอ็มทีจึงได้วางแผนที่จะนำเข้ารถโมเดลใหม่อีก 1 รุ่นในปีนี้ ตามที่ “ทาคายูคิ ซูกิยามา” ประธาน บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เคยประกาศไว้ในการเปิดตัว ซูซูกิ สวิฟท์ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ที่ผ่านมา

แม้ซูกิยามาจะยังไม่เปิดเผยว่าจะเป็นรุ่นไหน แต่จากรายงานทางเอสเอเอ็มที รวมถึงทางผู้จำหน่ายอย่างทีโอเอ ได้มีการศึกษาและให้ความสนใจ “ซูซูกิ เอสเอ็กซ์4”(SX4) ที่ได้วางจำหน่ายในตลาดโลกไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยตัวถังแรกเป็นแฮทซ์แบ็ก 5 ประตู (มีเวอร์ชันครอสโอเวอร์ให้เลือกด้วย) และอีกตัวถังเป็นซีดาน 4 ประตู แล้วแต่ละประเทศจะเลือกทำตลาด โดยในส่วนของไทยทางเอสเอเอ็มทีสนใจทำตลาดตัวแฮทช์แบ็ก 5 ประตูมากที่สุด

ส่วน เครื่องยนต์ที่ติดตั้งใน ซูซูกิ เอสเอ็กซ์4 มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 98 แรงม้า ขนาด 1.6 ลิตร 107 แรงม้า และรุ่น 2.0 ลิตร 143 แรงม้า พร้อมกันนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร 120 แรงม้าทำตลาด แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร น่าจะตัดออกไปได้ เพราะจะชนกันกับ ซูซูกิ สวิฟท์ ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังไม่ใช่คำตอบของเอสเอเอ็มที

ดังนั้นจึงเหลือเพียงเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 และ 2.0 ลิตร ดูแนวโน้มแล้วน่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 107 แรงม้าเหมาะสมมากที่สุด เพราะหากเป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร จะทำให้การตั้งราคาที่จูงใจผู้บริโภคค่อนข้างลำบากพอสมควร

ส่วนแผนการทำตลาดของซูซูกิ เอสเอ็กซ์4 คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 นี้ โดยจะเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับรุ่นสวิฟท์ และยังได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้าภายใต้กรอบอาฟต้าเป็น 0% ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา

สำหรับ โครงการอีโคคาร์ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยเอสเอเอ็มทีได้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างโรงงานไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากตามแผนเดิมที่ขอรับส่งเสริมการลงทุน กับคณะการการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ(BOI) กำหนดจะเริ่มผลิตในปี 2553 นี้ และได้เลื่อนออกไปเป็นผลิตและเปิดตัวใน 2555 แทน

….นี่คือแผนการรุกครั้งใหญ่ของซูซูกิ และยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อเจ้าพ่อเก๋งเล็กแดนปลาดิบยังเตรียมแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง สำหรับโครงการพัฒนาอีโคคาร์รุ่นที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ตลาดในปี 2558 หลังจากเฟสแรกลงทุนไปกว่า 7,500 ล้านบาท เพื่อมาเขย่าคู่แข่งอีโคคาร์ยักษ์ใหญ่อีกด้วย!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ฮอนด้าแจง"ไทย"เรียกคืนมีแค่ซิตี้รุ่นเดียว 2,760 คัน

ข่าวในประเทศ – ฮอนด้า ประเทศไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงมีเพียง ซิตี้ รุ่นเดียวที่ต้องเรียกคืน จำนวน 2,760 คัน ระบุสาเหตุน้ำเข้าแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าด้านคนขับทำไฟช๊อต ย้ำเมืองไทยยังไม่เคยมีรถฮอนด้าคันใดพบปัญหาดังกล่าว พร้อมส่งจดหมายแจ้งลูกค้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ เข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ฮอนด้า ซิตี้

จากกรณี ฮอนด้า มอเตอร์ จะทำการเรียกคืนรถรุ่นฟิต/แจ๊สและซิตี้ทั้งหมด 646,000 คันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีรถรุ่นดังกล่าวจำหน่ายอยู่ด้วย วันนี้(31 ม.ค.) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ออกแถลงการณ์ต่อเรื่องดังกล่าวว่า ทางบริษัทฯ ใคร่ขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่าปัญหาดังกล่าวนี้เกิดกับชุดควบคุมกระจกไฟฟ้า ด้านคนขับ (Power Window Master Switch) อันสืบเนื่องมาจากน้ำที่ไม่สะอาดและเป็นตัวนำไฟฟ้าที่มีปริมาณมากจากภายนอก ไหลเข้าไปในแผงวงจรจนทำให้เกิดการลัดวงจรขึ้น

ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผู้ใช้รถเปิดหน้าต่าง ไว้ในขณะขับขี่เมื่อมีฝนตกหนัก ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ตรวจพบในประเทศแอฟริกา สหรัฐอเมริกา และในยุโรปบางประเทศ ส่วนในประเทศไทยยังไม่เคยได้รับรายงานปัญหาเดียวกันนี้เลย

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวทางบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (บริษัทฯ แม่ที่ญี่ปุ่น) จึงตัดสินใจใช้มาตรการเชิงป้องกัน(Pre-caution) ด้วยการเรียก รถฮอนด้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งหมดเข้ารับการตรวจเช็คและแก้ไข (Recall) ซึ่งในประเทศไทยรถยนต์ฮอนด้าที่เข้าข่ายมีเพียงรุ่นเดียวคือ รถฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2008 จำนวน 2,760 คัน

ทั้งนี้บริษัทฯ จะสามารถเรียกรถยนต์จำนวนดังกล่าวเข้ารับการตรวจสอบและแก้ไขตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้เป็น ต้นไป โดยฮอนด้าจะทำจดหมายถึงลูกค้าโดยตรงเพื่อทราบและให้นำรถของตนเองเข้ารับ บริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

บริษัทฯ ขอเรียนย้ำให้ทราบว่ารถยนต์ฮอนด้าที่รับผลกระทบมีเพียงเฉพาะรถฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2008 จำนวน 2,760 คันเท่านั้น และสำหรับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นอื่น ๆ นั้นไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องดังกล่าวนี้แต่อย่างใด มาตรการดังกล่าวนี้เป็นมาตรการในเชิงป้องกันที่บริษัทฯ คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถยนต์ฮอนด้าทุกคน ซึ่งเป็นหลักการทำงานของบริษัทฯ เสมอมา

สำหรับกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานข่าวว่า บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จะทำการเรียกคืนรถยนต์รุ่นฟิต/แจ๊ซ และซิตี้ ทั้งหมด 646,000 คันที่จำหน่ายทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกากว่า 140,000 คัน ยุโรป รวมถึงเอเชีย นั่นหมายถึงประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย และไทย โดยฮอนด้าจะเรียกคืนรถแจ๊ซและซิตี้ ที่ผลิตระหว่างปี 2002-2008

สาเหตุที่เรียกคืนเกิดจาก ฮอนด้า ได้รับรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับกรณีไฟลุกขึ้นบริเวณสวิทซ์หน้าต่างไฟฟ้าของ รถยนต์ดังกล่าว เนื่องจากน้ำ น้ำฝน หรือของเหลว อาจไหลเข้ากระจกด้านคนขับและเข้าสู่แหล่งพลังงานหลักของสวิตซ์หน้าต่างซึ่ง ทำให้การทำงานของสวิตซ์เสื่อมสภาพ หรืออาจทำให้สวิตซ์ทำงานล้มเหลวและร้อนจัด ซึ่งความร้อนหากเกินพิกัดของสวิตซ์อาจก่อให้เกิดควัน และไฟลุกไหม้ได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

โตโยต้า'เรียกคืนรถ8ล.คัน




เอเจนซี/เอเอฟพี/วอลล์สตรีทเจอร์นัล – โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ทำท่าจะต้องเรียกคืนรถยนต์ในทั่วโลกจำนวนกว่า 8 ล้านคัน เพื่อกลับมาซ่อมแซมจุดบกพร่องจากโรงงาน สืบเนื่องจากพรมปูพื้นรถอาจหลุดเข้าไปทำให้คันเร่งเกิดทำงานอย่างไม่ได้ ตั้งใจ โดยวานนี้(28) ปัญหาได้ขยายไปถึงรถซึ่งขายในแถบยุโรปและประเทศจีนด้วย หลังจากที่นับถึงวันพุธ(27) บริษัทต้องเรียกคืนรถในตลาดอเมริกาเหนือแล้วรวมประมาณ 6 ล้านคัน ตลอดจนต้องสั่งระงับการจำหน่ายและการผลิตเป็นการชั่วคราว ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า ความเสียหายที่หนักหนาสาหัสที่สุดของโตโยต้าจากกรณีนี้ก็คือ บริษัทผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกรายนี้ต้องเสียประวัติครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่เคยมีชื่อเสียงมายาวนานในแง่ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

พอล โนลัสโก โฆษกของโตโยต้าแถลงจากกรุงโตเกียววานนี้ว่า บริษัทจะต้องขยายการเรียกคืนรถยนต์กลับมาซ่อมแซมให้ครอบคลุมถึงยุโรปด้วย แต่ยังไม่ทราบแน่นอนว่าจะกระทบรถรุ่นใดบ้างและเป็นจำนวนเท่าใด ขณะที่โฆษกหญิงของโตโยต้ายุโรปกล่าวว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องหยุดการผลิตในยุโรป แบบเดียวกับที่กระำทำในอเมริกาเหนือ เนื่องจากโตโยต้าได้เลิกใช้คันเร่งดังกล่าวในยุโรปแล้ว ส่วนทางด้านสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ต่างคาดหมายว่า รถที่จะต้องเรียกคืนในยุโรปน่าจะมีจำนวนราว 2 ล้านคัน

วานนี้เช่นกัน องค์การกำกับดูแลคุณภาพ, การตรวจสอบและการกักกันโรค ของทางการจีน ได้ระบุในคำแถลงซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ขององค์การว่า โตโยต้าจะต้องเรียกคืนรถยนต์ในจีนมาซ่อมแซมข้อบกพร่องเรื่องคันเร่ง เป็นจำนวนกว่า 75,000 คัน โดยเป็นรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นราฟ4

อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดญี่ปุ่นนั้น โฆษกโตโยต้าระบุว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้ใช้คันเร่งแบบเดียวกันนี้

ในอเมริกาเหนือนั้น โตโยต้าได้แถลงในคืนวันพุธว่า ยินดีที่เปลี่ยนพรมปูพื้นรถหรือชุดคันเร่งให้กับรถยนต์ในสหรัฐฯจำนวนอีก 1.1 ล้านคน ถ้าหากลูกค้าประสงค์เช่นนั้น มาตรการเรียกรถคืนโดยสมัครใจล่าสุดนี้ เมื่อบวกกับประกาศเรียกคืนหลายระลอกก่อนหน้านี้ ก็ทำให้จำนวนรถในตลาดอเมริกาเหนือที่โตโยต้าต้องซ่อมแซมทั้งหมดอยู่ที่ เกือบๆ 6 ล้านคัน

ยิ่งกว่านั้น หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า โตโยต้าได้แจ้งกับพวกดีลเลอร์ในสหรัฐฯและแคนาดาในวันอังคาร(26) ขอให้หยุดการจำหน่ายรถโตโยต้ารุ่น 8 รุ่น สืบเนื่องจากปัญหาข้อบกพร่องของคันเร่งนี้ รถ 8 รุ่นดังกล่าวซึ่งคิดเป็น 57% ของรถโตโยต้าทั้งหมดที่ขายในสหรัฐฯในปี 2009 ได้แก่ คัมรี และ โคโรลลา ที่เป็นรุ่นยอดนิยม นอกจากนั้นยังมี แมทริกซ์, อาแวลอน, ไฮแลนเดอร์, ราฟ4, เซโกเวีย, และ ทุนดรา

โดโยต้ายังแจ้งด้วยว่า จะหยุดการผลิตรถรุ่นเหล่านี้ในโรงงานที่อยู่ทางอเมริกาเหนือหลายแห่งเป็น เวลา 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ทางด้าน จิม ซีกเลอร์ ที่ปรึกษาด้านการจำหน่ายรถในเมืองแอตแลนตา, สหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า โตโยต้านั้นมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นคราวนี้ ทว่าครั้งนี้ก็ยังคงเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่โตโยต้าเคยเผชิญมาอยู่ ดี แถมเกิดขึ้นในขณะที่พวกคู่แข่งอย่างเช่น ฟอร์ด, ฮุนได, และบริษัทอื่นๆ กำลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วย

ปัญหาหนักหน่วงของโตโยต้า ยังทำให้หุ้นของบริษัทมีราคาทรุดลงมาอีก 4% ในการซื้อขายที่ตลาดโตเกียววานนี้ รวมนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วราคาหุ้นตัวนี้ได้หดหายไปกว่า 15% และเท่ากับว่ามูลค่าตามราคาในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทแห่งนี้ลดสูญไปราว 25,000 ล้านดอลลาร์

พวกนักวิเคราะห์มองว่าการเรียกคืนรถยนต์ครั้งนี้จะสร้างความเสียหายทางการ เงินให้กับโตโยต้าเท่าไรนั้น ที่สำคัญขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะต้องหยุดการผลิตรถรุ่นเหล่านี้นานแค่ไหน รวมทั้งผู้บริโภคว่าจะสูญเสียความเชื่อมั่นในโตโยต้ามากน้อยแค่ไหน โดยจะมีผลสะท้อนทั้งต่อรถยนต์ใหม่และรถมือสอง

“การระงับการจำหน่ายและการผลิตอาจทำให้โตโยต้าสูญเสียผลกำไรจากการดำเนิน งานอย่างน้อย 50,000 ล้านเยน (553 ล้านดอลลาร์) ต่อเดือน” โคจิ เอนโด นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรถยนต์กล่าว

ตั้งแต่ก่อนหน้าจะต้องเรียกคืนรถจำนวนมากมายคราวนี้ ผลประกอบการของโตโยต้าก็มีปัญหาหนักสืบเนื่องจากวิกฤตทางการเงินและวิกฤต เศรษฐกิจทรุดต่ำทั่วโลกอยู่แล้ว โดยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ 19 รายจัดทำโดยทอมสัน รอยเตอร์ ไอ/บี/อี/เอส คาดหมายวเอาไว้ว่า ในปีการเงิน 2010 (เม.ย.2009-มี.ค.2010) โตโยต้าจะขาดทุนจากการดำเนินงานราว 47,000 ล้านเยน แต่จะดีดกลับมาทำกำไรได้ราว 599,000 ล้านเยนในปีการเงิน 2011

“ผมเคยคิดว่าบริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 100,000-200,000 ล้านเยนในปีนี้ แต่ตอนนี้คงจะกลายเป็นศูนย์หรือไม่ก็ติดลบจากการระงับการจำหน่ายและการผลิต” เอนโดบอกอีกว่า “โตโยต้าคงเดือดร้อนหนักขึ้นในปีหน้าเพราะภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหาย”

ทางด้าน ฟิตซ์ บริษัทเครดิตเรตติ้งรายใหญ่รายหนึ่งของโลก แถลงว่า กำลังจัดให้โตโยต้าอยู่ในบัญชีผู้ที่ถูกจับตามองในแง่ลบ เนื่องจากสิ่งเกิดขึ้นมาเหล่านี้อาจสร้างปัญหาต่อการฟื้นตัวในการจำหน่ายและ การกลับมาทำกำไรของโตโยต้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐฯ

ด้านคู่แข่งสำคัญของโตโยต้า ไม่ว่าจะเป็นฮอนดา มอเตอร์, นิสสันมอเตอร์ หรือฮุนได มอเตอร์ ต่างก็ได้ประโยชน์จากข่าวร้ายของโตโยต้า โดยราคาหุ้นที่ซื้อขายในตลาดเอเชียของบริษัททั้งสามต่างปรับสูงขึ้น 4.9, 4.2 และ 4.2 %ตามลำดับ

“ฮอนดา นิสสัน และฟอร์ด มอเตอร์จะได้รับประโยชน์ห ากโตโยต้าเผชิญกับภาวะยอดขายตกต่ำอย่างยืดเยื้อ” โคตะ ยูซาวา นักวิเคราะห์อีกคนหนึ่งของโกลด์แมนแซคส์ในโตเกียวให้ความเห็น

สำหรับเจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) รีบแถลงในวันพุธว่า ลูกค้ารถโตโยต้า สามารถนำรถมาเปลี่ยนเป็นรถที่จีเอ็มกำลังเสนอขายอยู่ในเวลานี้แทบทุกรุ่น โดยทางจีเอ็มจะให้ราคารถโตโยต้าเก่าเหล่านี้สูงสุด 1,000 ดอลลาร์ หรือไม่ก็จะให้เลือกทำสัญญาไฟแนนซ์รถจีเอ็มด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลานานถึง 5 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ตร.จราจรผวา-ไม่กล้าขี่จยย.ไทเกอร์

ตร.จราจรผวา-ไม่กล้าขี่จยย.ไทเกอร์
จอดเต็ม ลาน"สน." ดต.อีกคน แฉชนเจ็บ


จอดทิ้ง - ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ชี้ให้ดูรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ ที่ตร.แห่งชาติจัดซื้อให้ใช้ โดยส่วนใหญ่ต้องจอดทิ้งไว้ เพราะเสียหายแล้วไม่มีอะไหล่ และยิ่งกลัวกันหนัก เมื่อเกิดเหตุตร.ขี่รถชนจนไฟลุกท่วมย่างสด เมื่อวันที่ 19 ม.ค.

ด.ต.จราจร อีกนายเปิด ใจ เคยขี่จยย. "ไทเกอร์"รุ่นเจ้าปัญหา แล้วประสบอุบัติเหตุจนเลือดคั่งในสมอง สาเหตุเพราะเบรกไม่อยู่พุ่งชนรถปิกอัพจนสาหัส ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลแรมเดือน ขณะที่ตำรวจสมุทรปราการไม่กล้าขี่จยย.ไทเกอร์ปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่มั่นใจ ในความปลอดภัย ทำให้จจย.ฉาวจอดเกลื่อนลานโรงพัก แฉอีกเวลารถเสียก็หาอะไหล่ซ่อมยากด้วย ตร.ส่งซากจยย. ไทเกอร์ให้ พฐ.พิสูจน์ให้ชัดว่าสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุเพราะความบกพร่องของรถหรือเปล่า ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ชี้โอกาสจยย.ชนแล้วไฟลุกท่วมน้อยมาก

จาก กรณีที่ ด.ต.สมชาย ธรรมนิยม เจ้าหน้า ที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ ชนท้ายรถตู้จนเกิดไฟลุกไหม้ ทำให้ด.ต.สมชายไฟคลอกคารถจักรยานยนต์จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา สำหรับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ เป็นรถสายตรวจที่โดนสอบทุจริตจัดซื้อจัดจ้างอยู่ในขณะนี้ และมีการร้องเรียนว่ารถจักรยาน ยนต์รุ่นนี้มีข้อบกพร่องหลายประการ ตัวถังไฟเบอร์ไม่แข็งแรง โครงสร้างรถไม่ได้มาตร ฐานทั้งระบบเบรก ลูกสูบ และโช้กอัพ สตาร์ตติดยาก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าหากผลชันสูตรศพนิติเวชชี้ว่าด.ต.สมชายเสียชีวิตจากสาเหตุ ไฟไหม้ เนื่องจากสภาพรถบกพร่อง ญาติมีสิทธิ์ฟ้องร้องผู้ผลิตได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ม.ค. ร.ต.อ. กัณตภณ ปิ่นทอง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี กล่าวว่า จากการชันสูตรของแพทย์ในเบื้องต้นพบว่า สาเหตุที่เสียชีวิตของด.ต.สมชาย เพราะมีรอยซกช้ำที่บริเวณศีรษะ และถูกไฟคลอกจนเสียชีวิต ส่วนสาเหตุที่เกิดไฟลุกไหม้ที่รถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแล้ว และจะแจ้งผลให้ทางร้อยเวรได้ทราบอีกประมาณ 30 วัน และวันนี้ทางตัวแทนทางบริษัทที่ผลิตรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ ได้โทร.มาสอบถามถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่ตนสรุปไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด รอผลพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานก่อนจึงจะแจ้งให้ทราบได้

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุสยดสยองครั้งนี้ขึ้นแล้ว ส่วนที่สภ.เมืองสมุทรปราการ บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ใช้จักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ ซึ่งมีประมาณ 50 คัน ต่างยื่นความประสงค์จะไม่เบิกรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ไปใช้ปฏิบัติหน้าที่อีก เพราะกลัวว่าจะประสบอุบัติเหตุเช่นเดียวกับด.ต.สมชาย ทำให้บริเวณลานจอดรถของสภ.เมืองสมุทรปราการ มีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์จอดอยู่ โดยรถส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเก่า และมีหลายคันที่ใช้การไม่ได้

วันเดียวกัน ด.ต.อำพัน สาริวัน อายุ 40 ปี ผบ.หมู่งานจราจร สภ.สำโรงใต้ จ.สมุทร ปรา การ ผู้ที่เคยใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อไทเกอร์ แล้วประสบอุบัติเหตุเมื่อประมาณปี"50 กล่าวว่า ในขณะที่ตนขับขี่ยี่ห้อไทเกอร์ไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณถนนปู่เจ้าสมิงพราย ได้มีรถปิกอัพขับมาตัดหน้าจนทำให้ตนเสียหลักเบรกไม่อยู่พุ่งเข้าชนจนได้รับ บาดเจ็บอาการสาหัส มีเลือดคั่งในสมอง และได้กระแทกกับไฟเบอร์ที่หุ้มถังน้ำมันจนลูกอันฑะฉีกขาด ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจนานกว่า 1 เดือน สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ หาอะไหล่ยากมาก ตอนนี้ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ นำรถจักรยานยนต์ไท เกอร์มาจอดไว้ในโรงพัก ไม่มีใครเบิกไปใช้งานเลย เนื่องจากเมื่อเสียแล้วต้องรออะไหล่นาน

ด้านกูรูยานยนต์ นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ให้ความเห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า โอกาสที่รถมอเตอร์ไซค์ประสบอุบัติเหตุแล้วจะเกิดไฟลุกขึ้นนั้นมีสูงถึง 50% เลยทีเดียว เพราะเมื่อรถมอเตอร์ไซค์ล้มลง ไถลไปกับพื้นถนน อุปกรณ์ที่เป็นเหล็กจะครูดพื้นทำให้เกิดประกายไฟ ประกอบกับหากฝาถังน้ำมันปิดไม่สนิท ไม่ว่าจะเพราะประมาท หรืออุปกรณ์ชำรุด ทำให้น้ำมันหกออกมาได้ ไฟก็จะลุกติดได้ในทันที

"คือหากน้ำมันหกออกมา ด้านนอกได้ แล้วเจอกับประกายไฟ โอกาสที่ไฟลุกเป็นไปได้สูง แต่ถ้าไม่มีน้ำมันหกออกมา ความเป็นไปได้ที่ไฟจะลุกไม่มีเลย ผู้ขับขี่ต้องตรวจสอบให้ดี ว่าฝาถังน้ำมันปิดสนิทหรือไม่" นายพัฒนเดชกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามเข้าไปยังผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ พบว่า ทุกค่ายให้ความเห็นตรงกันว่า หากรถมอเตอร์ไซต์คันนั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ โอกาสที่จะเกิดไฟลุกขึ้นมีไม่มาก ยกเว้นแต่ว่ามีสภาพไม่อยู่ในเกณฑ์มาตร ฐาน นอกจากนี้ รถมอเตอร์ไซค์ที่ขายในประเทศไทยทุกคัน ต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน และควบคุมคุณภาพให้ได้ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ ซึ่งวันนี้ถือได้ว่าสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่ผู้ประกอบการ ยังให้ความเห็นว่า ปกติแล้วอุบัติเหตุของรถมอเตอร์ไซค์ในแต่ละวันมีจำนวนมาก เพราะจำนวนที่มีมากกับลักษณะของรถที่มีความเป็นไปได้สูง แต่ยังไม่เคยมีความรุนแรงถึงขนาดที่ว่าเกิดไฟลุกท่วมเลย เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ

ขอบคุณข่าวสด
http://www.khaosod.co.th
/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNekl3TURFMU13PT0=§ionid=TURNd01RPT0=&
day=TWpBeE1DMHdNUzB5TUE9PQ==

อ่านต่อกดจ๊ะ......

ตร.จราจรปากน้ำขี่จักรยานยนต์ชนท้ายรถตู้ ไฟคลอกดับ

สมุทรปราการ-ตำรวจจราจรปากน้ำขี่จักรยานยนต์ชนท้ายรถตู้ ไฟลุกท่วมคลอกตัวเองดับกลางสามแยก




เมื่อ เวลา 11.30 น.วันที่ 18 ม.ค.53 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถยนต์ตู้ไฟลุกท่วม มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นตำรวจจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ที่บริเวณสามแยกโค้งเกริก ถนนสุขุมวิทขาเข้านครบาล ใกล้พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลสมุทรปราการ เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ



ในที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ หลวง ตราโล่ ยี่ห้อ ไทเกอร์ สีน้ำตาล ทะเบียนตราโล่ 00371 โดยมีเปลวไฟลุกท่วมล้มคว่ำอยู่กลางถนนโดยมีร่างของ ดาบตำรวจ สมชาย ธรรมนิยม อายุ 53 ปี ผบ.หมู่งานจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ดิ้นทุรนทุรายอยู่ในกองเพลิงเนื่องจากตัวเองถูกรถจักรยานยนต์ที่ไฟลุกท่วม ทับขาอยู่



ชาวบ้านและหน่วยกู้ชีพได้ช่วยกันนำสารเคมีดับ เพลิงมาช่วยกันดับไฟ ใช้เวลานานกว่า 10 นาทีจึงสามารถดับเพลิงเอาไว้ได้ปรากฏว่า ดาบตำรวจสมชาย ได้ถูกไฟคลอกตามร่างกายและใบหน้าจนเสียชีวิตก่อนแล้ว ห่างกันเล็กน้อยได้พบรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ฮต-9783 กทม. ของบริษัท มินเทค อินเตอร์ไพรส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬา ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จอดอยู่กลางถนนในสภาพด้านท้ายยุบมีร่องรอยถูกไปไฟไหม้เล็กน้อยกระจกหลังแตก กระจาย



จากการสอบสวนนาย มณเทียร มั่นคงดี อายุ 50 ปี โชว์เฟอร์รถตู้ที่เกิดเหตุได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ขับรถพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีออกจากบริษัทเพื่อที่จะเดิน ทางไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคารกรุงเทพ ในย่านสำโรงเหนือ โดยขับมาตามถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าเข้าเขตสำโรงเหนือ พอมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสามแยกไฟแดง ซึ่งในขณะนั้นเป็นไฟเขียวอยู่ตนจึงได้ลดความเร็วลง แต่พอมาใกล้ถึงทางแยก รถยนต์กระบะที่อยู่คันหน้าตนได้เกิดเลี้ยวกลับรถตรงสายแยกไฟแดง ตนจึงได้ชะลอความเร็วลงและได้ยินเสียงมีอะไรมาชนท้ายรถของตนเสียงดังสนั่น ตนจึงได้จอดรถลงมาดูได้พบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจร โดยมีร่างของตำรวจที่อยู่ในเครื่องแบบนอนติดอยู่กับรถอยู่ ๆ ได้เกิดไฟลุกท่วมรถจักรยานยนต์ดัวยความตกใจตนจึงรีบวิ่งกลับขึ้นรถและขยับรถ ของตัวเองออกห่าง และลงมาร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านให้ช่วยมาดับไฟ แต่ก็ไม่ทันเพราะกว่าจะดับไฟได้ตำรวจคนดังกล่าวได้ถูกไฟคลอกจนเสียชีวิตก่อน แล้ว



-ขณะเดียวกันทางด้าน ดาบตำรวจ ธานินทร์ ทองศิริ ผบ.หมู่งานจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้นั่งประจำการณ์อยู่ที่ตู้ยามโค้งเกริก ที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ ได้เล่าทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุในขณะที่ตนกำลังนั่งควบคุมสัญญาณไฟจราจรอยู่ในตู้ ได้พบเห็นรถยนต์ตู้คันดังกล่าววิ่งมาจากตัวเมืองปากน้ำ มุ่งหน้าไปทางสำโรงเหนือ โดยใช้ความเร็วประมาณ 8-100 กิโลเมตรต่อชั่งโมง โดยที่มีรถจักรยานยนต์ของดาบตำรวจ สมชาย ธรรมนิยมที่ขับขี่ตามหลังมาอย่างรวดเร็ว พอมาถึงที่เกิดเหตุ รถตู้ได้ชะลอความเร็ว เนื่องจากด้านหน้าที่รถเลี้ยวตัดหน้า ทำให้ดาบตำรวจ สมชาย ที่ขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังพุ่งชนด้านท้ายอยู่แรงเสียงดังสนั่น และเกิดไฟลุกท่วมแต่รถจักรยานยนต์ได้ทับร่างของดาบตำรวจ สมชาย อยู่จึงไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ถูกไฟคลอกจนเสียชีวิตแม้ว่าตนและชาวบ้านจะ พยายามช่วยกันใช้ถังเคมีมาดับไฟแต่ก็ไม่ทัน ตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ดาบตำรวจ สมชาย เป็นตำรวจน้ำดี มีมนุษย์สัมพันธุ์ที่ดี จนเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนตำรวจด้วยกันและชาวบ้าน ด้าน นาง บุญมี ธรรมนิยม อายุ 47 ปี ภรรยาดาบตำรวจ สมชาย หลังทราบข่าวได้เดินทาวมาดูศพสามีที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ หลังภาพศพของสามีถึงกับร้องไห้โฮเป็นลมล้มพับไปหลายตลบเจ้าหน้าที่พยาบาล ต้องช่วยกันปฐมพยาบาลจนอาการดีขึ้น



ด้าน พันตำรวจเอก ณฐพล แสวงกิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ ได้กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าสลดใจเป็นอย่างมาก ต้องมาจากไปทั้ง ๆ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ เมืองสมุทรปราการ รับเป็นเจ้าภาพในการจัดการเรื่องงานสวดพระอภิธรรมศพ และฌาปนกิจให้ และจะให้การช่วยเหลือครอบครัวของดาบตำรวจสมชาย ตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดเอาไว้


ขอบคุณ
http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=14629
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

นิสสัน Global Compact รถ ECO car จากนิสสัน พร้อมขายในไทยที่แรกในโลก

นิสสัน เปิดห้องพิมานเมฆ โรงแรมโฟร์ซีซั่น แถลงข่าว Nissan Global Compact Car ที่จะขายในไทยเป็นที่แรกในโลก พร้อมเปิดเผย 2 ภาพร่างของ Nissan Global Compact Car พร้อมกำหนดขาย มีนาคม 2010 โดยชื่ออย่างเป็นทางการยังไม่ได้กำหนดแต่คาดว่าน่าจะเป็น นิสสัน มาร์ช หรือ นิสสัน micra


nissan global compact car sketch 01


Nissan Global Compact Car จะใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาดไม่เกิน 1300 ซีซี หรือ เครื่องยนต์ดีเซล ขนาดไม่เกิน 1400 ซีซี มาตรฐานไอเสียยูโร 4 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 200 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง นิสสันคาดว่าต้องทำได้ 5 ลิตร/100 กิโลเมตร ส่วนราคาขายนั้น ทางนิสสันจะพยายามลดต้นทุนให้อยู่ในระดับ 3.5 แสนบาท


nissan global compact car sketch 02


นิสสันกล่าวว่า Nissan Global Compact Car จะถูกเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ขอย้ำว่าประเทศไทย ในเดือนมีนาคม 2010 นับเป็นข่าวดีทางนิสสันมองเห็นกำลังซื้อรถ ECO car ในไทย ก่อนที่ Nissan Global Compact Car จะออกจำหน่ายใน 150 ประเทศทั่วโลก

ทาง นิสสัน ญี่ปุ่น ไม่ได้ยืนยันว่าสหรัฐอมเริกาจะเป็นหนึ่งในบรรดา 150 ประเทศที่จะได้สัมผัสกับ Nissan Global Compact Car แต่หากต้องการแข่งขันกับ ฮอนด้า Fit และ Toyota Yaris เพื่อร่วมครองตลาดรถ ECO car แล้วนั่นเป็นสิ่งที่นิสสันต้องทำ
อ่านต่อกดจ๊ะ......

Suzuki เปิดตัว New Suzuki Swift คอมแพ็คคาร์ที่ล้ำสไตล์ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ ที่งาน Motor Expo 2009

บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด “ซูซูกิ สวิฟท์” คอมแพ็คคาร์ที่มาในรูปลักษณ์ล้ำสไตล์ แบบ Cubical Design ฉีกรูปแบบของทุกยานยนต์ที่เคยมีมา





โดยด้านสมรรถนะ ซูซูกิได้ออกแบบเครื่องยนต์ M15A แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว เอกสิทธิ์เฉพาะ New Suzuki Swift ซึ่งมีขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 74 กิโลวัตต์ ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 133 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมเทคโนโลยี Variable Valve Timing (VVT) ให้กำลังและแรงบิดสูงทุกอัตราเร่ง ตอบสนองทุกการขับขี่ได้อย่างฉับไว พร้อมสมรรถนะอันน่าทึ่งด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม. ต่อชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 11.7 วินาที ผู้ขับขี่จึงสามารถเร่งแซงได้รวดเร็วทันใจ ให้อิสระภาพการขับขี่และความตื่นเต้นสนุกสนานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถในเมือง

นอกจากนี้ ด้วยรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.7 เมตร ทำให้ New Suzuki Swift มีความปราดเปรียวและมีความคล่องตัวสูง ในทุกๆ เส้นทางการขับขี่ ไม่ว่าถนนจะกว้างหรือแคบ จะเป็นตรอกซอกซอย หรือในอาคารที่มีพื้นที่จำกัด ผู้ขับขี่ก็สามารถขับสนุกสุดเหวี่ยงได้ในสไตล์สวิฟท์ และเมื่อผสานกับ Torsion-Beam Rear Suspension ของ New Suzuki Swift ผู้ขับขี่จะสามารถสัมผัสได้ถึงความสมดุลอย่างลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและความรู้สึกสบายขณะขับขี่

ภายในห้องโดยสารให้มีสไตล์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต ให้ความรู้สึกเร้าใจทุกครั้งที่ได้สัมผัส พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบริเวณพวงมาลัย ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย หรือละสายตาจากทัศนวิสัยเบื้องหน้า

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบดิจิตอล ทันสมัย สะดวกสบาย เหนือความคาดหมายของใครๆ ชุดอุปกรณ์เครื่องเสียง ประกอบด้วยวิทยุและเครื่องเล่นซีดี ออกแบบได้อย่างลงตัว ไร้รอยต่อ กลมกลืนกับดีไซน์ของตัวรถ และยังมีระบบ Keyless Start ระบบกรองอากาศ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย

ซู ซูกิยังมอบการขับขี่ที่สนุก ควบคู่ไปกับความมั่นใจในการขับขี่ โดยเสริมความปลอดภัยด้วยคานกันกระแทกด้านข้าง ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรก (ABS) ทั้ง 4 ล้อ และระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมระบบช่วยเบรก ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจทุกครั้งเมื่อต้องการหยุดรถอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า (SRS) และระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer ช่วยป้องกันการโจรกรรม

และที่สำคัญ ซูซูกิยังมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทางไปกับ New Suzuki Swift ด้วยบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง (24 Hours Road Side Assistance) และบริการสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง อีกด้วย (จากหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐาน โทร. 1800-600-900, จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โทร. 1401-600-900)
อ่านต่อกดจ๊ะ......