วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ซูซูกิ สวิฟท์ เก๋งเล็กน้องใหม่ในราคา 5.99 แสนบาท

บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด “ซูซูกิ สวิฟท์” รถ ในเซกเมนต์ซับคอมแพคต์ โดยมากับเครื่องยนต์รหัส M15A แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 74 กิโลวัตต์ ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 133 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมเทคโนโลยี Variable Valve Timing (VVT)


สวิฟท์ ตัวแข่ง


ส่งกำลังด้วยเกียร์ อัตโนมัติ 4 สปีด อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม. /ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 11.7 วินาที รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.7 เมตร ทำให้มีความคล่องตัวสูง ช่วงล่างของสวิฟท์ หน้า อิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมคอยล์สปริง ส่วนหลังเป็นแบบทอร์ชั่น บีม พร้อมคอยล์สปริง ส่วนระบบเบรกหน้าดิสก์เบรก หลังดรัมเบรก

สำหรับภายในห้องโดยสารมีสไตล์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบริเวณพวงมาลัย ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย หรือละสายตาจากทัศนวิสัยเบื้องหน้า ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบดิจิตอล ชุดอุปกรณ์เครื่องเสียง ประกอบด้วยวิทยุและเครื่องเล่นซีดี ออกแบบอย่างลงตัว ไร้รอยต่อ กลมกลืนกับดีไซน์ของตัวรถ และยังมีระบบ Keyless Start และระบบกรองอากาศ


สวิฟท์ รุ่นตกแต่งพิเศษ


ด้านความปลอดภัย สวิฟท์เสริมด้วยคานกันกระแทกด้านข้าง ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรก (ABS) ทั้ง 4 ล้อ และระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมระบบช่วยเบรก ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจทุกครั้งเมื่อต้องการหยุดรถอย่างปลอดภัย ทั้งยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า (SRS) และระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer ช่วยป้องกันการโจรกรรม

นอก จากนี้ ซูซูกิยังมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทางไปกับ สวิฟท์ ด้วยบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง (24 Hours Road Side Assistance) และบริการสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง อีกด้วย (จากหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐาน โทร. 1800-600-900, จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โทร. 1401-600-900)

สวิฟท์ มากับ 2 เลือก

รุ่น GA เกียร์อัตโนมัติ ราคา 599,000 บาท
รุ่น GL เกียร์อัตโนมัติ ราคา 649,000 บาท(มีถุงลมนิรภัยและABS)


ซูซูกิ สวิฟท์ เรียกความสนใจจากผู้เข้าชมงานได้ไม่น้อยหน้ารถคันอื่น


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เผยโตโยต้าเรียกคืน'พรีอุส'2.7แสนคัน แค่ในสหรัฐฯและญี่ปุ่น

เอเจนซี/เอเอฟพี - โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป มีแผนเรียกคืนรถไฮบริดยอดนิยมรุ่น "พรีอุส" 270,000 คันในสหรัฐฯและญี่ปุ่น เพื่อซ่อมแซมปัญหาเบรคไม่ทำงาน หนังสือพิมพ์นิเกอิรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี(4) ขณะที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบแห่งนี้กำลังถูกกดดันอย่างหนักจากรัฐบาล วอชิงตัน



โตโยต้า จะยื่นเอกสารกับกระทรวงขนส่งของญี่ปุ่นและสหรัฐฯเร็วๆนี้ เพื่อเรียกคืนรถยนต์ หลังถูกผู้บริโภคร้องเรียนเกี่ยวกับระบบเบรคของพรีอุส โมเดล 2010 หนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นรายงานโดยปราศจากการอ้างอิงแหล่งข่าวใดๆ

กรณีเรียกคืนครั้งล่าสุดนี้ประกอบด้วยพรีอุส 176,000 คันในญี่ปุ่นและอีกราว 100,000 คันในสหรัฐฯ ที่วางจำหน่ายระหว่างพฤษภาคมถึงธันวาคมปีก่อน และครอบคลุมถึงพรีอุส รุ่น 3 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2009 ด้วย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากหน่วยงานผู้คุมกฎระเบียบด้าน ความปลอดภัยของสหรัฐฯ เปิดฉากการตรวจสอบอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดี(4) ถึงปัญหาต่างๆเกี่ยวกับระบบเบรคของพรีอุส ความควายที่แทรกเข้ามาขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่แห่งนี้กำลังโซเซกับกรณี ต้องเรียกคืนรถยนต์ยอดนิยมหลายรุ่นจำนวนมหาศาล

สำนักงานความปลอดภัยของการจราจรทางหลวงแห่งชาติ หน่วยงานภายใต้สังกัดของกระทรวงขนส่งสหรัฐฯ แถลงว่าพวกเขากำลังขยายความพยายามเข้าตรวจสอบปัญหาของรถยนต์พรีอุส หลังจากมีผู้บริโภคถึง 124 รายร้องเรียนเข้ามา

การเข้าพิสูจน์รถไฮบริดยอดนิยมของโลกจะเป็นการตรวจสอบ "ข้อกล่าวหาเบรคไม่ทำงานชั่วขณะระหว่างขับขี่บนท้องถนนที่ไม่เรียบ เป็นหลุมบ่อและเกิดเหตุชน" สำนักงานความปลอดภัยของการจราจรทางหลวงแห่งชาติระบุ

"ทีมสืบสวนได้พูดคุยกับผู้บริโภคและดำเนินการสืบสวนเบื้องต้น ณ สถานที่จริง" หน่วยงานแห่งนี้กล่าวในแถลงการณ์ พร้อมระบุว่ามีเจ้าของรถยนต์พรีอุส 4 รายได้ร้องเรียนต่อกรณีเกิดอุบัติเหตุสืบเนื่องจากข้อบกพร่องของระบบเบรค

โตโยต้า ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักในสหรัฐฯ สำหรับวิธีจัดการของบริษัทต่อผลกระทบจากกรณีเรียกคืนรถยนต์กว่า 8 ล้านคันทั่วโลก ตามหลังปัญหาคันเร่งค้าง

เรย์ ลาฮูด รัฐมนตรีกระทรวงขนส่งของสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ความปลอดภัยคือเป้าหมายแรกของเรา" พร้อมระบุว่าหน่วยงานของเขากำลังทำงานในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับ "ปัญหาคันเร่งค้างและพรมปูพื้นรถยนต์ที่ทำให้คันเร่งติดขัด" ในรถยนต์หลายรุ่นของโตโยต้า

ขณะเดียวรัฐสภาได้ส่งสัญญาณว่าจะขยายการตรวจสอบไปยังรถโตโยต้ากระบะ รุ่น "ทาโคมา" ซึ่งประสบปัญหาคันเร่งเช่นกัน ส่วนนายโยชิมิ อินาบะ ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าในสหรัฐฯ เตรียมเข้าให้ปากคำกับรัฐสภาในวันพุธหน้า(10) ส่วนหนึ่งของการตรวจสอบอย่างกว้างขวางของคองเกรส

ลาฮูด เปิดเผยว่าเขาได้รับคำรับประกันจากนายอาคิโอะ โตโยดะ ผู้บริหารบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ระหว่างพูดคุยโทรศัพท์กันเมื่อวันพฤหัสบดี(4) ถึงความปลอดภัยในรถยนต์และรถบรรทุกของโตโยต้า

โตโยต้า "รับประกันกับเขาว่า โตโยต้าใส่ใจต่อความกังวลด้านความปลอดภัยของสหรัฐฯและยกเป็นประเด็นด้านความ ปลอดภัยเป็นเป้าหมายสูงสุดของบริษัท" กระทรวงขนส่งสหรัฐฯระบุในแถลงการณ์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

‘ซูซูกิ’ ปูฐานรุกตลาดไทย ส่งเอสเอ็กซ์4 เสริมสวิฟท์



ซูซูกิ เดินหน้าปูฐานตลาดไทย หลังจากบริษัทแม่เข้ามาตั้งโรงงานผลิต และทำตลาดในไทยต่อจากดิสทริบิวเตอร์เดิม ที่จะหมดสัญญาภายในสิ้นปีนี้ แต่เพื่อลดความสับสนของลูกค้า และปัญหาขัดแย้งกับกลุ่มตระกูล “พรประภา” ผู้หุ้นคนไทยของตัวแทนจำหน่ายปัจจุบัน จึงให้สิทธิ์ ขาย “ซูซูกิ สวิฟท์” รถโมเดลแรกที่ทำตลาดโดยบริษัทใหม่ พร้อมกับทำความเข้าใจดีลเลอร์กว่า 40 ราย และปรับเกณฑ์ให้เข้าข้อกำหนดใหม่ เพื่อวางเครือข่ายให้ครบ 60 แห่งรองรับอีโคคาร์ที่จะเปิดตัวในปี 2555 พร้อมเพิ่มทางเลือกสินค้าให้หลากหลาย เตรียมนำเข้าแฮทซ์แบ็กขนาดเล็ก“ซูซูกิ เอสเอ็กซ์4”(SX4) เวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ จากอินโดนีเซียมาบุกตลาดรถไทย คาดเป็นเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 107 แรงม้า ขณะที่โครงการอีโคคาร์ยังมีเฟสสอง ที่จะตามมาเขย่าคู่แข่งอีกระลอกในปี 2558 ด้วย

หลังจากเปิดตัวบริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (SAMT) บริษัทใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจผลิตรถยนต์ซูซูกิในไทย และจะทำตลาดต่อจากบริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล (ประเทศไทย) หรือ SAT (ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มตระกูลพรประภาของไทย ถือหุ้นในสัดส่วน 60:40) ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ซูซูกิ สวิฟท์ โดยขายผ่านดีลเลอร์รายใหม่ ที่เป็นของกลุ่มธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายสีทีโอเอ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากเอสเอเอ็มที เพื่อเป็นการรองรับแผนการบุกตลาดไทยอย่างเต็มรูปแบบในปี 2555 จากการผลิตและเปิดตัวรถในโครงการอีโคคาร์ มูลค่าการลงทุน 7,500 ล้านบาท




อย่างไรก็ตามการเข้ามาของ ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น และกำหนดไม่ให้ดีลเลอร์ ที่ไม่ได้รับอนุมัติจากเอสเอเอ็มที หรือที่เอสเอทีดูแลอยู่ไม่สามารถขายขายรถรุ่นสวิฟท์ได้ จึงทำให้สร้างความสับสนต่อลูกค้าเป็นอย่างมาก แต่ล่าสุดเอสเอเอ็มทีได้เจรจาและตกลงให้สิทธ์ กับทางสยามอินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น ของกลุ่มตระกูลพรประภา ให้สามารถขายซูซูกิ สวิฟท์ ได้เช่นเดียวกัน เพื่อลดปัญหาความสับสนของลูกค้า และยังการเป็นการประณีประนอมกับทางกลุ่มพรประภา ในฐานะผู้ถือหุ้นคนไทยของเอสเอทีผู้นำเข้าและจำหน่ายซูซูกิในไทยปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ได้ยอมรับเงื่อนไขการเข้าเป็นดีลเลอต์ของเอสเอเอ็มทีแล้ว




ทั้งนี้ในส่วนของดีลเลอร์ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 40 ราย ได้มีเจรจาและชี้แจงถึงการเข้ามาทำตลาดของเอสเอเอ็มที และให้ดีลเลอร์แต่ละรายปรับให้เข้ากับข้อกำหนดใหม่ โดยคาดว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยเป็นมาตรฐานเดียวกันภายในปีนี้ และเอสเอเอ็มทีจะเข้ามาบริหารงานเต็มรูปแบบในปี 2554 เมื่อสัญญาการเป็นดิสทริบิวเตอร์ในไทยของเอสเอทีหมดลง และคาดว่าจะมีดีลเลอร์ทั้งหมด 60 ราย เพื่อรองรับแผนการเปิดตัวรถยนต์โครงการอีโคคาร์ของซูซูกิในปี 2555

นอกจากจัดระบบเครือข่ายจำหน่ายให้ลงตัวแล้ว เพื่อปูฐานซูซูกิในไทยให้แข็งแกร่ง เอสเอเอ็มทีจึงได้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ และได้เปิดตัว ซูซูกิ สวิฟท์ ซึ่งเป็นโมเดลแรกที่อยู่ภายใต้การดูแลของเอสเอเอ็มที ไปในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยถือเป็นโมเดลหลักของเอสเอเอ็มทีในการทำตลาดปีนี้ ส่วนรุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ซูซูกิ วิทาร่า, แครี่ และเอพีวี ยังจะเป็นสินค้าหลักทำยอดขายในไทย แต่จะขึ้นอยู่กับทางเอสเอที จนกว่าปี 2554 จึงจะถ่ายโอนมาให้เอสเอเอ็มทีเข้ามาทำตลาดเต็มรูปแบบ


แต่เพื่อความหลากหลายและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เอสเอเอ็มทีจึงได้วางแผนที่จะนำเข้ารถโมเดลใหม่อีก 1 รุ่นในปีนี้ ตามที่ “ทาคายูคิ ซูกิยามา” ประธาน บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เคยประกาศไว้ในการเปิดตัว ซูซูกิ สวิฟท์ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2009 ที่ผ่านมา

แม้ซูกิยามาจะยังไม่เปิดเผยว่าจะเป็นรุ่นไหน แต่จากรายงานทางเอสเอเอ็มที รวมถึงทางผู้จำหน่ายอย่างทีโอเอ ได้มีการศึกษาและให้ความสนใจ “ซูซูกิ เอสเอ็กซ์4”(SX4) ที่ได้วางจำหน่ายในตลาดโลกไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยตัวถังแรกเป็นแฮทซ์แบ็ก 5 ประตู (มีเวอร์ชันครอสโอเวอร์ให้เลือกด้วย) และอีกตัวถังเป็นซีดาน 4 ประตู แล้วแต่ละประเทศจะเลือกทำตลาด โดยในส่วนของไทยทางเอสเอเอ็มทีสนใจทำตลาดตัวแฮทช์แบ็ก 5 ประตูมากที่สุด

ส่วน เครื่องยนต์ที่ติดตั้งใน ซูซูกิ เอสเอ็กซ์4 มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 98 แรงม้า ขนาด 1.6 ลิตร 107 แรงม้า และรุ่น 2.0 ลิตร 143 แรงม้า พร้อมกันนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร 120 แรงม้าทำตลาด แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร น่าจะตัดออกไปได้ เพราะจะชนกันกับ ซูซูกิ สวิฟท์ ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังไม่ใช่คำตอบของเอสเอเอ็มที

ดังนั้นจึงเหลือเพียงเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 และ 2.0 ลิตร ดูแนวโน้มแล้วน่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 107 แรงม้าเหมาะสมมากที่สุด เพราะหากเป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร จะทำให้การตั้งราคาที่จูงใจผู้บริโภคค่อนข้างลำบากพอสมควร

ส่วนแผนการทำตลาดของซูซูกิ เอสเอ็กซ์4 คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 นี้ โดยจะเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับรุ่นสวิฟท์ และยังได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้าภายใต้กรอบอาฟต้าเป็น 0% ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา

สำหรับ โครงการอีโคคาร์ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยเอสเอเอ็มทีได้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างโรงงานไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากตามแผนเดิมที่ขอรับส่งเสริมการลงทุน กับคณะการการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ(BOI) กำหนดจะเริ่มผลิตในปี 2553 นี้ และได้เลื่อนออกไปเป็นผลิตและเปิดตัวใน 2555 แทน

….นี่คือแผนการรุกครั้งใหญ่ของซูซูกิ และยังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อเจ้าพ่อเก๋งเล็กแดนปลาดิบยังเตรียมแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง สำหรับโครงการพัฒนาอีโคคาร์รุ่นที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ตลาดในปี 2558 หลังจากเฟสแรกลงทุนไปกว่า 7,500 ล้านบาท เพื่อมาเขย่าคู่แข่งอีโคคาร์ยักษ์ใหญ่อีกด้วย!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ฮอนด้าแจง"ไทย"เรียกคืนมีแค่ซิตี้รุ่นเดียว 2,760 คัน

ข่าวในประเทศ – ฮอนด้า ประเทศไทยออกแถลงการณ์ชี้แจงมีเพียง ซิตี้ รุ่นเดียวที่ต้องเรียกคืน จำนวน 2,760 คัน ระบุสาเหตุน้ำเข้าแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าด้านคนขับทำไฟช๊อต ย้ำเมืองไทยยังไม่เคยมีรถฮอนด้าคันใดพบปัญหาดังกล่าว พร้อมส่งจดหมายแจ้งลูกค้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ เข้ารับบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ฮอนด้า ซิตี้

จากกรณี ฮอนด้า มอเตอร์ จะทำการเรียกคืนรถรุ่นฟิต/แจ๊สและซิตี้ทั้งหมด 646,000 คันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีรถรุ่นดังกล่าวจำหน่ายอยู่ด้วย วันนี้(31 ม.ค.) บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ออกแถลงการณ์ต่อเรื่องดังกล่าวว่า ทางบริษัทฯ ใคร่ขอเรียนชี้แจงให้ทราบว่าปัญหาดังกล่าวนี้เกิดกับชุดควบคุมกระจกไฟฟ้า ด้านคนขับ (Power Window Master Switch) อันสืบเนื่องมาจากน้ำที่ไม่สะอาดและเป็นตัวนำไฟฟ้าที่มีปริมาณมากจากภายนอก ไหลเข้าไปในแผงวงจรจนทำให้เกิดการลัดวงจรขึ้น

ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผู้ใช้รถเปิดหน้าต่าง ไว้ในขณะขับขี่เมื่อมีฝนตกหนัก ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ตรวจพบในประเทศแอฟริกา สหรัฐอเมริกา และในยุโรปบางประเทศ ส่วนในประเทศไทยยังไม่เคยได้รับรายงานปัญหาเดียวกันนี้เลย

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวทางบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (บริษัทฯ แม่ที่ญี่ปุ่น) จึงตัดสินใจใช้มาตรการเชิงป้องกัน(Pre-caution) ด้วยการเรียก รถฮอนด้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งหมดเข้ารับการตรวจเช็คและแก้ไข (Recall) ซึ่งในประเทศไทยรถยนต์ฮอนด้าที่เข้าข่ายมีเพียงรุ่นเดียวคือ รถฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2008 จำนวน 2,760 คัน

ทั้งนี้บริษัทฯ จะสามารถเรียกรถยนต์จำนวนดังกล่าวเข้ารับการตรวจสอบและแก้ไขตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้เป็น ต้นไป โดยฮอนด้าจะทำจดหมายถึงลูกค้าโดยตรงเพื่อทราบและให้นำรถของตนเองเข้ารับ บริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

บริษัทฯ ขอเรียนย้ำให้ทราบว่ารถยนต์ฮอนด้าที่รับผลกระทบมีเพียงเฉพาะรถฮอนด้า ซิตี้ รุ่นปี 2008 จำนวน 2,760 คันเท่านั้น และสำหรับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นอื่น ๆ นั้นไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องดังกล่าวนี้แต่อย่างใด มาตรการดังกล่าวนี้เป็นมาตรการในเชิงป้องกันที่บริษัทฯ คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถยนต์ฮอนด้าทุกคน ซึ่งเป็นหลักการทำงานของบริษัทฯ เสมอมา

สำหรับกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานข่าวว่า บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จะทำการเรียกคืนรถยนต์รุ่นฟิต/แจ๊ซ และซิตี้ ทั้งหมด 646,000 คันที่จำหน่ายทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกากว่า 140,000 คัน ยุโรป รวมถึงเอเชีย นั่นหมายถึงประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย และไทย โดยฮอนด้าจะเรียกคืนรถแจ๊ซและซิตี้ ที่ผลิตระหว่างปี 2002-2008

สาเหตุที่เรียกคืนเกิดจาก ฮอนด้า ได้รับรายงานหลายครั้งเกี่ยวกับกรณีไฟลุกขึ้นบริเวณสวิทซ์หน้าต่างไฟฟ้าของ รถยนต์ดังกล่าว เนื่องจากน้ำ น้ำฝน หรือของเหลว อาจไหลเข้ากระจกด้านคนขับและเข้าสู่แหล่งพลังงานหลักของสวิตซ์หน้าต่างซึ่ง ทำให้การทำงานของสวิตซ์เสื่อมสภาพ หรืออาจทำให้สวิตซ์ทำงานล้มเหลวและร้อนจัด ซึ่งความร้อนหากเกินพิกัดของสวิตซ์อาจก่อให้เกิดควัน และไฟลุกไหม้ได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

โตโยต้า'เรียกคืนรถ8ล.คัน




เอเจนซี/เอเอฟพี/วอลล์สตรีทเจอร์นัล – โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ทำท่าจะต้องเรียกคืนรถยนต์ในทั่วโลกจำนวนกว่า 8 ล้านคัน เพื่อกลับมาซ่อมแซมจุดบกพร่องจากโรงงาน สืบเนื่องจากพรมปูพื้นรถอาจหลุดเข้าไปทำให้คันเร่งเกิดทำงานอย่างไม่ได้ ตั้งใจ โดยวานนี้(28) ปัญหาได้ขยายไปถึงรถซึ่งขายในแถบยุโรปและประเทศจีนด้วย หลังจากที่นับถึงวันพุธ(27) บริษัทต้องเรียกคืนรถในตลาดอเมริกาเหนือแล้วรวมประมาณ 6 ล้านคัน ตลอดจนต้องสั่งระงับการจำหน่ายและการผลิตเป็นการชั่วคราว ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า ความเสียหายที่หนักหนาสาหัสที่สุดของโตโยต้าจากกรณีนี้ก็คือ บริษัทผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกรายนี้ต้องเสียประวัติครั้งใหญ่ ทั้งๆ ที่เคยมีชื่อเสียงมายาวนานในแง่ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

พอล โนลัสโก โฆษกของโตโยต้าแถลงจากกรุงโตเกียววานนี้ว่า บริษัทจะต้องขยายการเรียกคืนรถยนต์กลับมาซ่อมแซมให้ครอบคลุมถึงยุโรปด้วย แต่ยังไม่ทราบแน่นอนว่าจะกระทบรถรุ่นใดบ้างและเป็นจำนวนเท่าใด ขณะที่โฆษกหญิงของโตโยต้ายุโรปกล่าวว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องหยุดการผลิตในยุโรป แบบเดียวกับที่กระำทำในอเมริกาเหนือ เนื่องจากโตโยต้าได้เลิกใช้คันเร่งดังกล่าวในยุโรปแล้ว ส่วนทางด้านสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ต่างคาดหมายว่า รถที่จะต้องเรียกคืนในยุโรปน่าจะมีจำนวนราว 2 ล้านคัน

วานนี้เช่นกัน องค์การกำกับดูแลคุณภาพ, การตรวจสอบและการกักกันโรค ของทางการจีน ได้ระบุในคำแถลงซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ขององค์การว่า โตโยต้าจะต้องเรียกคืนรถยนต์ในจีนมาซ่อมแซมข้อบกพร่องเรื่องคันเร่ง เป็นจำนวนกว่า 75,000 คัน โดยเป็นรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นราฟ4

อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดญี่ปุ่นนั้น โฆษกโตโยต้าระบุว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้ใช้คันเร่งแบบเดียวกันนี้

ในอเมริกาเหนือนั้น โตโยต้าได้แถลงในคืนวันพุธว่า ยินดีที่เปลี่ยนพรมปูพื้นรถหรือชุดคันเร่งให้กับรถยนต์ในสหรัฐฯจำนวนอีก 1.1 ล้านคน ถ้าหากลูกค้าประสงค์เช่นนั้น มาตรการเรียกรถคืนโดยสมัครใจล่าสุดนี้ เมื่อบวกกับประกาศเรียกคืนหลายระลอกก่อนหน้านี้ ก็ทำให้จำนวนรถในตลาดอเมริกาเหนือที่โตโยต้าต้องซ่อมแซมทั้งหมดอยู่ที่ เกือบๆ 6 ล้านคัน

ยิ่งกว่านั้น หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า โตโยต้าได้แจ้งกับพวกดีลเลอร์ในสหรัฐฯและแคนาดาในวันอังคาร(26) ขอให้หยุดการจำหน่ายรถโตโยต้ารุ่น 8 รุ่น สืบเนื่องจากปัญหาข้อบกพร่องของคันเร่งนี้ รถ 8 รุ่นดังกล่าวซึ่งคิดเป็น 57% ของรถโตโยต้าทั้งหมดที่ขายในสหรัฐฯในปี 2009 ได้แก่ คัมรี และ โคโรลลา ที่เป็นรุ่นยอดนิยม นอกจากนั้นยังมี แมทริกซ์, อาแวลอน, ไฮแลนเดอร์, ราฟ4, เซโกเวีย, และ ทุนดรา

โดโยต้ายังแจ้งด้วยว่า จะหยุดการผลิตรถรุ่นเหล่านี้ในโรงงานที่อยู่ทางอเมริกาเหนือหลายแห่งเป็น เวลา 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป

ทางด้าน จิม ซีกเลอร์ ที่ปรึกษาด้านการจำหน่ายรถในเมืองแอตแลนตา, สหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า โตโยต้านั้นมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นคราวนี้ ทว่าครั้งนี้ก็ยังคงเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่โตโยต้าเคยเผชิญมาอยู่ ดี แถมเกิดขึ้นในขณะที่พวกคู่แข่งอย่างเช่น ฟอร์ด, ฮุนได, และบริษัทอื่นๆ กำลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมด้วย

ปัญหาหนักหน่วงของโตโยต้า ยังทำให้หุ้นของบริษัทมีราคาทรุดลงมาอีก 4% ในการซื้อขายที่ตลาดโตเกียววานนี้ รวมนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วราคาหุ้นตัวนี้ได้หดหายไปกว่า 15% และเท่ากับว่ามูลค่าตามราคาในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทแห่งนี้ลดสูญไปราว 25,000 ล้านดอลลาร์

พวกนักวิเคราะห์มองว่าการเรียกคืนรถยนต์ครั้งนี้จะสร้างความเสียหายทางการ เงินให้กับโตโยต้าเท่าไรนั้น ที่สำคัญขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะต้องหยุดการผลิตรถรุ่นเหล่านี้นานแค่ไหน รวมทั้งผู้บริโภคว่าจะสูญเสียความเชื่อมั่นในโตโยต้ามากน้อยแค่ไหน โดยจะมีผลสะท้อนทั้งต่อรถยนต์ใหม่และรถมือสอง

“การระงับการจำหน่ายและการผลิตอาจทำให้โตโยต้าสูญเสียผลกำไรจากการดำเนิน งานอย่างน้อย 50,000 ล้านเยน (553 ล้านดอลลาร์) ต่อเดือน” โคจิ เอนโด นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมรถยนต์กล่าว

ตั้งแต่ก่อนหน้าจะต้องเรียกคืนรถจำนวนมากมายคราวนี้ ผลประกอบการของโตโยต้าก็มีปัญหาหนักสืบเนื่องจากวิกฤตทางการเงินและวิกฤต เศรษฐกิจทรุดต่ำทั่วโลกอยู่แล้ว โดยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ 19 รายจัดทำโดยทอมสัน รอยเตอร์ ไอ/บี/อี/เอส คาดหมายวเอาไว้ว่า ในปีการเงิน 2010 (เม.ย.2009-มี.ค.2010) โตโยต้าจะขาดทุนจากการดำเนินงานราว 47,000 ล้านเยน แต่จะดีดกลับมาทำกำไรได้ราว 599,000 ล้านเยนในปีการเงิน 2011

“ผมเคยคิดว่าบริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 100,000-200,000 ล้านเยนในปีนี้ แต่ตอนนี้คงจะกลายเป็นศูนย์หรือไม่ก็ติดลบจากการระงับการจำหน่ายและการผลิต” เอนโดบอกอีกว่า “โตโยต้าคงเดือดร้อนหนักขึ้นในปีหน้าเพราะภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหาย”

ทางด้าน ฟิตซ์ บริษัทเครดิตเรตติ้งรายใหญ่รายหนึ่งของโลก แถลงว่า กำลังจัดให้โตโยต้าอยู่ในบัญชีผู้ที่ถูกจับตามองในแง่ลบ เนื่องจากสิ่งเกิดขึ้นมาเหล่านี้อาจสร้างปัญหาต่อการฟื้นตัวในการจำหน่ายและ การกลับมาทำกำไรของโตโยต้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสหรัฐฯ

ด้านคู่แข่งสำคัญของโตโยต้า ไม่ว่าจะเป็นฮอนดา มอเตอร์, นิสสันมอเตอร์ หรือฮุนได มอเตอร์ ต่างก็ได้ประโยชน์จากข่าวร้ายของโตโยต้า โดยราคาหุ้นที่ซื้อขายในตลาดเอเชียของบริษัททั้งสามต่างปรับสูงขึ้น 4.9, 4.2 และ 4.2 %ตามลำดับ

“ฮอนดา นิสสัน และฟอร์ด มอเตอร์จะได้รับประโยชน์ห ากโตโยต้าเผชิญกับภาวะยอดขายตกต่ำอย่างยืดเยื้อ” โคตะ ยูซาวา นักวิเคราะห์อีกคนหนึ่งของโกลด์แมนแซคส์ในโตเกียวให้ความเห็น

สำหรับเจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) รีบแถลงในวันพุธว่า ลูกค้ารถโตโยต้า สามารถนำรถมาเปลี่ยนเป็นรถที่จีเอ็มกำลังเสนอขายอยู่ในเวลานี้แทบทุกรุ่น โดยทางจีเอ็มจะให้ราคารถโตโยต้าเก่าเหล่านี้สูงสุด 1,000 ดอลลาร์ หรือไม่ก็จะให้เลือกทำสัญญาไฟแนนซ์รถจีเอ็มด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลานานถึง 5 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ตร.จราจรผวา-ไม่กล้าขี่จยย.ไทเกอร์

ตร.จราจรผวา-ไม่กล้าขี่จยย.ไทเกอร์
จอดเต็ม ลาน"สน." ดต.อีกคน แฉชนเจ็บ


จอดทิ้ง - ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ชี้ให้ดูรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ ที่ตร.แห่งชาติจัดซื้อให้ใช้ โดยส่วนใหญ่ต้องจอดทิ้งไว้ เพราะเสียหายแล้วไม่มีอะไหล่ และยิ่งกลัวกันหนัก เมื่อเกิดเหตุตร.ขี่รถชนจนไฟลุกท่วมย่างสด เมื่อวันที่ 19 ม.ค.

ด.ต.จราจร อีกนายเปิด ใจ เคยขี่จยย. "ไทเกอร์"รุ่นเจ้าปัญหา แล้วประสบอุบัติเหตุจนเลือดคั่งในสมอง สาเหตุเพราะเบรกไม่อยู่พุ่งชนรถปิกอัพจนสาหัส ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลแรมเดือน ขณะที่ตำรวจสมุทรปราการไม่กล้าขี่จยย.ไทเกอร์ปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่มั่นใจ ในความปลอดภัย ทำให้จจย.ฉาวจอดเกลื่อนลานโรงพัก แฉอีกเวลารถเสียก็หาอะไหล่ซ่อมยากด้วย ตร.ส่งซากจยย. ไทเกอร์ให้ พฐ.พิสูจน์ให้ชัดว่าสาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุเพราะความบกพร่องของรถหรือเปล่า ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ชี้โอกาสจยย.ชนแล้วไฟลุกท่วมน้อยมาก

จาก กรณีที่ ด.ต.สมชาย ธรรมนิยม เจ้าหน้า ที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ ชนท้ายรถตู้จนเกิดไฟลุกไหม้ ทำให้ด.ต.สมชายไฟคลอกคารถจักรยานยนต์จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา สำหรับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ เป็นรถสายตรวจที่โดนสอบทุจริตจัดซื้อจัดจ้างอยู่ในขณะนี้ และมีการร้องเรียนว่ารถจักรยาน ยนต์รุ่นนี้มีข้อบกพร่องหลายประการ ตัวถังไฟเบอร์ไม่แข็งแรง โครงสร้างรถไม่ได้มาตร ฐานทั้งระบบเบรก ลูกสูบ และโช้กอัพ สตาร์ตติดยาก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าหากผลชันสูตรศพนิติเวชชี้ว่าด.ต.สมชายเสียชีวิตจากสาเหตุ ไฟไหม้ เนื่องจากสภาพรถบกพร่อง ญาติมีสิทธิ์ฟ้องร้องผู้ผลิตได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ม.ค. ร.ต.อ. กัณตภณ ปิ่นทอง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี กล่าวว่า จากการชันสูตรของแพทย์ในเบื้องต้นพบว่า สาเหตุที่เสียชีวิตของด.ต.สมชาย เพราะมีรอยซกช้ำที่บริเวณศีรษะ และถูกไฟคลอกจนเสียชีวิต ส่วนสาเหตุที่เกิดไฟลุกไหม้ที่รถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแล้ว และจะแจ้งผลให้ทางร้อยเวรได้ทราบอีกประมาณ 30 วัน และวันนี้ทางตัวแทนทางบริษัทที่ผลิตรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ ได้โทร.มาสอบถามถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่ตนสรุปไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด รอผลพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานก่อนจึงจะแจ้งให้ทราบได้

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุสยดสยองครั้งนี้ขึ้นแล้ว ส่วนที่สภ.เมืองสมุทรปราการ บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ใช้จักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ ซึ่งมีประมาณ 50 คัน ต่างยื่นความประสงค์จะไม่เบิกรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ไปใช้ปฏิบัติหน้าที่อีก เพราะกลัวว่าจะประสบอุบัติเหตุเช่นเดียวกับด.ต.สมชาย ทำให้บริเวณลานจอดรถของสภ.เมืองสมุทรปราการ มีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์จอดอยู่ โดยรถส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเก่า และมีหลายคันที่ใช้การไม่ได้

วันเดียวกัน ด.ต.อำพัน สาริวัน อายุ 40 ปี ผบ.หมู่งานจราจร สภ.สำโรงใต้ จ.สมุทร ปรา การ ผู้ที่เคยใช้รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อไทเกอร์ แล้วประสบอุบัติเหตุเมื่อประมาณปี"50 กล่าวว่า ในขณะที่ตนขับขี่ยี่ห้อไทเกอร์ไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณถนนปู่เจ้าสมิงพราย ได้มีรถปิกอัพขับมาตัดหน้าจนทำให้ตนเสียหลักเบรกไม่อยู่พุ่งเข้าชนจนได้รับ บาดเจ็บอาการสาหัส มีเลือดคั่งในสมอง และได้กระแทกกับไฟเบอร์ที่หุ้มถังน้ำมันจนลูกอันฑะฉีกขาด ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลตำรวจนานกว่า 1 เดือน สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ หาอะไหล่ยากมาก ตอนนี้ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ นำรถจักรยานยนต์ไท เกอร์มาจอดไว้ในโรงพัก ไม่มีใครเบิกไปใช้งานเลย เนื่องจากเมื่อเสียแล้วต้องรออะไหล่นาน

ด้านกูรูยานยนต์ นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ให้ความเห็นกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า โอกาสที่รถมอเตอร์ไซค์ประสบอุบัติเหตุแล้วจะเกิดไฟลุกขึ้นนั้นมีสูงถึง 50% เลยทีเดียว เพราะเมื่อรถมอเตอร์ไซค์ล้มลง ไถลไปกับพื้นถนน อุปกรณ์ที่เป็นเหล็กจะครูดพื้นทำให้เกิดประกายไฟ ประกอบกับหากฝาถังน้ำมันปิดไม่สนิท ไม่ว่าจะเพราะประมาท หรืออุปกรณ์ชำรุด ทำให้น้ำมันหกออกมาได้ ไฟก็จะลุกติดได้ในทันที

"คือหากน้ำมันหกออกมา ด้านนอกได้ แล้วเจอกับประกายไฟ โอกาสที่ไฟลุกเป็นไปได้สูง แต่ถ้าไม่มีน้ำมันหกออกมา ความเป็นไปได้ที่ไฟจะลุกไม่มีเลย ผู้ขับขี่ต้องตรวจสอบให้ดี ว่าฝาถังน้ำมันปิดสนิทหรือไม่" นายพัฒนเดชกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามเข้าไปยังผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ พบว่า ทุกค่ายให้ความเห็นตรงกันว่า หากรถมอเตอร์ไซต์คันนั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ โอกาสที่จะเกิดไฟลุกขึ้นมีไม่มาก ยกเว้นแต่ว่ามีสภาพไม่อยู่ในเกณฑ์มาตร ฐาน นอกจากนี้ รถมอเตอร์ไซค์ที่ขายในประเทศไทยทุกคัน ต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน และควบคุมคุณภาพให้ได้ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ ซึ่งวันนี้ถือได้ว่าสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่ผู้ประกอบการ ยังให้ความเห็นว่า ปกติแล้วอุบัติเหตุของรถมอเตอร์ไซค์ในแต่ละวันมีจำนวนมาก เพราะจำนวนที่มีมากกับลักษณะของรถที่มีความเป็นไปได้สูง แต่ยังไม่เคยมีความรุนแรงถึงขนาดที่ว่าเกิดไฟลุกท่วมเลย เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ

ขอบคุณข่าวสด
http://www.khaosod.co.th
/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNekl3TURFMU13PT0=§ionid=TURNd01RPT0=&
day=TWpBeE1DMHdNUzB5TUE9PQ==

อ่านต่อกดจ๊ะ......

ตร.จราจรปากน้ำขี่จักรยานยนต์ชนท้ายรถตู้ ไฟคลอกดับ

สมุทรปราการ-ตำรวจจราจรปากน้ำขี่จักรยานยนต์ชนท้ายรถตู้ ไฟลุกท่วมคลอกตัวเองดับกลางสามแยก




เมื่อ เวลา 11.30 น.วันที่ 18 ม.ค.53 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมือง สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถยนต์ตู้ไฟลุกท่วม มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นตำรวจจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ที่บริเวณสามแยกโค้งเกริก ถนนสุขุมวิทขาเข้านครบาล ใกล้พิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลสมุทรปราการ เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ



ในที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ หลวง ตราโล่ ยี่ห้อ ไทเกอร์ สีน้ำตาล ทะเบียนตราโล่ 00371 โดยมีเปลวไฟลุกท่วมล้มคว่ำอยู่กลางถนนโดยมีร่างของ ดาบตำรวจ สมชาย ธรรมนิยม อายุ 53 ปี ผบ.หมู่งานจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ดิ้นทุรนทุรายอยู่ในกองเพลิงเนื่องจากตัวเองถูกรถจักรยานยนต์ที่ไฟลุกท่วม ทับขาอยู่



ชาวบ้านและหน่วยกู้ชีพได้ช่วยกันนำสารเคมีดับ เพลิงมาช่วยกันดับไฟ ใช้เวลานานกว่า 10 นาทีจึงสามารถดับเพลิงเอาไว้ได้ปรากฏว่า ดาบตำรวจสมชาย ได้ถูกไฟคลอกตามร่างกายและใบหน้าจนเสียชีวิตก่อนแล้ว ห่างกันเล็กน้อยได้พบรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ฮต-9783 กทม. ของบริษัท มินเทค อินเตอร์ไพรส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬา ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จอดอยู่กลางถนนในสภาพด้านท้ายยุบมีร่องรอยถูกไปไฟไหม้เล็กน้อยกระจกหลังแตก กระจาย



จากการสอบสวนนาย มณเทียร มั่นคงดี อายุ 50 ปี โชว์เฟอร์รถตู้ที่เกิดเหตุได้ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้ขับรถพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีออกจากบริษัทเพื่อที่จะเดิน ทางไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ธนาคารกรุงเทพ ในย่านสำโรงเหนือ โดยขับมาตามถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าเข้าเขตสำโรงเหนือ พอมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสามแยกไฟแดง ซึ่งในขณะนั้นเป็นไฟเขียวอยู่ตนจึงได้ลดความเร็วลง แต่พอมาใกล้ถึงทางแยก รถยนต์กระบะที่อยู่คันหน้าตนได้เกิดเลี้ยวกลับรถตรงสายแยกไฟแดง ตนจึงได้ชะลอความเร็วลงและได้ยินเสียงมีอะไรมาชนท้ายรถของตนเสียงดังสนั่น ตนจึงได้จอดรถลงมาดูได้พบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจร โดยมีร่างของตำรวจที่อยู่ในเครื่องแบบนอนติดอยู่กับรถอยู่ ๆ ได้เกิดไฟลุกท่วมรถจักรยานยนต์ดัวยความตกใจตนจึงรีบวิ่งกลับขึ้นรถและขยับรถ ของตัวเองออกห่าง และลงมาร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านให้ช่วยมาดับไฟ แต่ก็ไม่ทันเพราะกว่าจะดับไฟได้ตำรวจคนดังกล่าวได้ถูกไฟคลอกจนเสียชีวิตก่อน แล้ว



-ขณะเดียวกันทางด้าน ดาบตำรวจ ธานินทร์ ทองศิริ ผบ.หมู่งานจราจร สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้นั่งประจำการณ์อยู่ที่ตู้ยามโค้งเกริก ที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ ได้เล่าทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุในขณะที่ตนกำลังนั่งควบคุมสัญญาณไฟจราจรอยู่ในตู้ ได้พบเห็นรถยนต์ตู้คันดังกล่าววิ่งมาจากตัวเมืองปากน้ำ มุ่งหน้าไปทางสำโรงเหนือ โดยใช้ความเร็วประมาณ 8-100 กิโลเมตรต่อชั่งโมง โดยที่มีรถจักรยานยนต์ของดาบตำรวจ สมชาย ธรรมนิยมที่ขับขี่ตามหลังมาอย่างรวดเร็ว พอมาถึงที่เกิดเหตุ รถตู้ได้ชะลอความเร็ว เนื่องจากด้านหน้าที่รถเลี้ยวตัดหน้า ทำให้ดาบตำรวจ สมชาย ที่ขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังพุ่งชนด้านท้ายอยู่แรงเสียงดังสนั่น และเกิดไฟลุกท่วมแต่รถจักรยานยนต์ได้ทับร่างของดาบตำรวจ สมชาย อยู่จึงไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ถูกไฟคลอกจนเสียชีวิตแม้ว่าตนและชาวบ้านจะ พยายามช่วยกันใช้ถังเคมีมาดับไฟแต่ก็ไม่ทัน ตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ดาบตำรวจ สมชาย เป็นตำรวจน้ำดี มีมนุษย์สัมพันธุ์ที่ดี จนเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนตำรวจด้วยกันและชาวบ้าน ด้าน นาง บุญมี ธรรมนิยม อายุ 47 ปี ภรรยาดาบตำรวจ สมชาย หลังทราบข่าวได้เดินทาวมาดูศพสามีที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ หลังภาพศพของสามีถึงกับร้องไห้โฮเป็นลมล้มพับไปหลายตลบเจ้าหน้าที่พยาบาล ต้องช่วยกันปฐมพยาบาลจนอาการดีขึ้น



ด้าน พันตำรวจเอก ณฐพล แสวงกิจ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ ได้กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าสลดใจเป็นอย่างมาก ต้องมาจากไปทั้ง ๆ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ เมืองสมุทรปราการ รับเป็นเจ้าภาพในการจัดการเรื่องงานสวดพระอภิธรรมศพ และฌาปนกิจให้ และจะให้การช่วยเหลือครอบครัวของดาบตำรวจสมชาย ตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดเอาไว้


ขอบคุณ
http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=14629
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

นิสสัน Global Compact รถ ECO car จากนิสสัน พร้อมขายในไทยที่แรกในโลก

นิสสัน เปิดห้องพิมานเมฆ โรงแรมโฟร์ซีซั่น แถลงข่าว Nissan Global Compact Car ที่จะขายในไทยเป็นที่แรกในโลก พร้อมเปิดเผย 2 ภาพร่างของ Nissan Global Compact Car พร้อมกำหนดขาย มีนาคม 2010 โดยชื่ออย่างเป็นทางการยังไม่ได้กำหนดแต่คาดว่าน่าจะเป็น นิสสัน มาร์ช หรือ นิสสัน micra


nissan global compact car sketch 01


Nissan Global Compact Car จะใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาดไม่เกิน 1300 ซีซี หรือ เครื่องยนต์ดีเซล ขนาดไม่เกิน 1400 ซีซี มาตรฐานไอเสียยูโร 4 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 200 กรัม/กม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง นิสสันคาดว่าต้องทำได้ 5 ลิตร/100 กิโลเมตร ส่วนราคาขายนั้น ทางนิสสันจะพยายามลดต้นทุนให้อยู่ในระดับ 3.5 แสนบาท


nissan global compact car sketch 02


นิสสันกล่าวว่า Nissan Global Compact Car จะถูกเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ขอย้ำว่าประเทศไทย ในเดือนมีนาคม 2010 นับเป็นข่าวดีทางนิสสันมองเห็นกำลังซื้อรถ ECO car ในไทย ก่อนที่ Nissan Global Compact Car จะออกจำหน่ายใน 150 ประเทศทั่วโลก

ทาง นิสสัน ญี่ปุ่น ไม่ได้ยืนยันว่าสหรัฐอมเริกาจะเป็นหนึ่งในบรรดา 150 ประเทศที่จะได้สัมผัสกับ Nissan Global Compact Car แต่หากต้องการแข่งขันกับ ฮอนด้า Fit และ Toyota Yaris เพื่อร่วมครองตลาดรถ ECO car แล้วนั่นเป็นสิ่งที่นิสสันต้องทำ
อ่านต่อกดจ๊ะ......

Suzuki เปิดตัว New Suzuki Swift คอมแพ็คคาร์ที่ล้ำสไตล์ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ ที่งาน Motor Expo 2009

บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด “ซูซูกิ สวิฟท์” คอมแพ็คคาร์ที่มาในรูปลักษณ์ล้ำสไตล์ แบบ Cubical Design ฉีกรูปแบบของทุกยานยนต์ที่เคยมีมา





โดยด้านสมรรถนะ ซูซูกิได้ออกแบบเครื่องยนต์ M15A แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว เอกสิทธิ์เฉพาะ New Suzuki Swift ซึ่งมีขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 74 กิโลวัตต์ ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 133 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมเทคโนโลยี Variable Valve Timing (VVT) ให้กำลังและแรงบิดสูงทุกอัตราเร่ง ตอบสนองทุกการขับขี่ได้อย่างฉับไว พร้อมสมรรถนะอันน่าทึ่งด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม. ต่อชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 11.7 วินาที ผู้ขับขี่จึงสามารถเร่งแซงได้รวดเร็วทันใจ ให้อิสระภาพการขับขี่และความตื่นเต้นสนุกสนานมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถในเมือง

นอกจากนี้ ด้วยรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.7 เมตร ทำให้ New Suzuki Swift มีความปราดเปรียวและมีความคล่องตัวสูง ในทุกๆ เส้นทางการขับขี่ ไม่ว่าถนนจะกว้างหรือแคบ จะเป็นตรอกซอกซอย หรือในอาคารที่มีพื้นที่จำกัด ผู้ขับขี่ก็สามารถขับสนุกสุดเหวี่ยงได้ในสไตล์สวิฟท์ และเมื่อผสานกับ Torsion-Beam Rear Suspension ของ New Suzuki Swift ผู้ขับขี่จะสามารถสัมผัสได้ถึงความสมดุลอย่างลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและความรู้สึกสบายขณะขับขี่

ภายในห้องโดยสารให้มีสไตล์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต ให้ความรู้สึกเร้าใจทุกครั้งที่ได้สัมผัส พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบริเวณพวงมาลัย ทำให้ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย หรือละสายตาจากทัศนวิสัยเบื้องหน้า

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบดิจิตอล ทันสมัย สะดวกสบาย เหนือความคาดหมายของใครๆ ชุดอุปกรณ์เครื่องเสียง ประกอบด้วยวิทยุและเครื่องเล่นซีดี ออกแบบได้อย่างลงตัว ไร้รอยต่อ กลมกลืนกับดีไซน์ของตัวรถ และยังมีระบบ Keyless Start ระบบกรองอากาศ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย

ซู ซูกิยังมอบการขับขี่ที่สนุก ควบคู่ไปกับความมั่นใจในการขับขี่ โดยเสริมความปลอดภัยด้วยคานกันกระแทกด้านข้าง ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรก (ABS) ทั้ง 4 ล้อ และระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) พร้อมระบบช่วยเบรก ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจทุกครั้งเมื่อต้องการหยุดรถอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า (SRS) และระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer ช่วยป้องกันการโจรกรรม

และที่สำคัญ ซูซูกิยังมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทางไปกับ New Suzuki Swift ด้วยบริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง (24 Hours Road Side Assistance) และบริการสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง อีกด้วย (จากหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐาน โทร. 1800-600-900, จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือ โทร. 1401-600-900)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เตรียมรถเที่ยวปีใหม่

การเตรียมรถก่อนออกเดินทาง

ใก้ลเวลาจะเดินทางท่องเที่ยว กันแล้วนะขอรับ เรามาเตรียมม้า ....เฮ้ยขอรับประทานรถยนต์ นะขอรับที่เราจะพาพวก พระเดชพระคุณท่านไปเที่ยวได้สะดวก โยธิน เรามาเริ่มต้นกันเลยนะขอรับ เริ่มที่เครื่องเครากันก่อน



1. เรามาดูเรื่องน้ำมันเครื่องนะขอรับ ว่าพระเดชพระคุณได้เปลี่ยนไปนานโขหรือยัง หรือยังอยู้ภายในเพลาที่กำหนด ถ้าเปลี่ยนน้ำมันเครื่องสังเคราะห์อายุประมาณ 10,000 กม.แล้วละก็ดูได้จากใบที่ ช่างเครื่องได้บอกไว้แต่ถ้าว่า ยังเหลืออีก 1,000 - 2,000 กม.ก็ยังมิต้องไปเปลี่ยนขอรับ เพราะว่าน้ำมันเครื่องบัดเดียวนี้สามารถที่จะใช้ได้ เลยอีกประมาI 5,000 กม.เพราะถ้าเปลี่ยนไปแล้วเกิดช่างที่ทำ ความรูยังด่อยหรือ สะเพร่า ดันใส่น๊อตใต้แคร็งน้ำมันเครื่องหลวม หรือลืมเปี่ยนแหวนรองละก็ต้องไปเสียกลาง ทางจะหมดสนุก กลับมาแล้วค่อยเปลี่ยนนะขอรับ

2. เสร็จจากน้ำมันเครื่องก็มาดู น้ำมันเกียร์กันขอรับ โดยปกติ น้ำมันนี้จะไม่พร่องลงจากขีดนะขอรับ แต่ถ้าพร่องแสดงว่ามันมีรู แน่นอนหรือรั่ว นะขอรับ ถ้าอย่าง นี้แล้วไซร้ จงรีบให้ช่างดำเนินการเป็นการด่วน ก่อนที่เกียร์จะลาลับกลับบ้าน หรือกรณีที่น้ำมันมีสีขาวขุ่นเหมือนนมละก็แสดงว่ามีน้ำได้เข้าไปประบนแล้วรีบไปเอาออกได้

3. ตอนนี้เรามาดูเรื่อง น้ำมันเบรกกัน พระเดชพระคุณ บางท่านไม่สทราบว่ามันอยู่ที่ใด มันจะอยู่ใก้ลๆกับเจ้าหม้อลมที่มีลักษณะ เป็นกล่องกลมแบนๆ อยู่ติดกับ ผนังห้องเครื่อง โดยทั่วไปน้ำมันจะมีสีใสนะขอรับ แต่ถ้ามันมีสีคล้ำ หรือดำต้องเปลี่ยนแล้วนะ เพราะว่ามันเริ่มจะหมดอายุไข อีกอย่างถ้ามันพร่องลงไปแสดงว่ามันรั่ว รีบหาช่าง อย่างช้าอยู่ใย เพราะพระเดชพระคุณอาจเกิด อุวบัติเหตุได้ แต่มดูขีดระดับด้วยขอรับ ว่าตอนเพลานั้น เครื่องร้อน หรือเย็น เพราะมีขีดบอก เพลาร้อน หรือเย็นอยู่ระดับใด

4. ส่วนต่อมาก็คือ น้ำมันพาวเวอร์มันเป็นลักษณะเป็น กระป๋องเล็กๆ สีดำๆ มีฝาเปิดคล้ายกับของหม้อน้ำนะขอรับ ให้หมุนมาดูว่ามันพร่องหรือมัน หรือตัวของมัน และท่อยางต่างๆ ใก้ลตัวมันมีน้ำมัน เยิ้มแฉะละก็ หาช่างโดยด่วน แต่ถ้าไม่มีแต่ว่าน้ำมันพร่องซึ่งมันมีขีด บอกร้อนเย็นเหมือนกันกับ น้ำมันเบรก วิธีเดียวกันเราขอรับ

5. ทีนี้มาดูเรื่องหม้อน้ำกัน นะขอรับว่าในหม้อน้ำใหญ่คือส่วนที่อยู่ด้สนหน้าสุด มีฝาเป็นเหล็กเขียนบอกว่าระวังห้ามเปิดตอนร้อน เพราะถ้าเปิดไปได้ไปเที่ยว เกาหลีกันแน่ ดูตอนที่เครื่องเย็นแล้วว่า มีน้ำหรือไม่ และให้ดูที่หม้อพักน้ำด้วย นะขอรับว่าพร่องหรือไม่เวลาเติมน้ำเข้าไปอย่างให้เกินขีด เต็มที่หม้อพักนะเพราะถ้าเติมจน เต็มประเภท เพื่อไว้ก่อนบางทีอาจจะทุกข์ก็ได้นะขอรับ

6. คราวนี้มาดูหม้อแบตเตอรี กันว่าน้ำกลั่นภายในพร่องหรือไม่ ถ้าพร่องเติมตามขีดระดับอย่างเกิน เดี๋ยวน้ำกลั่นมามีสภาวะเป็นกรด จะออกมากัดกร่อน ใต้ฝากระโปรงลาม ไปส่วนสีสวยงามหลุดได้นะขอรับ เมื่อเติมน้ำกั่นแล้วเอาน้ำสะอาดราดที่น้ำกลั่นเปื้อน เปรอะแล้วหาผ้าแห้งมาเช็ดให้แห้ง แล้วชดลมขั้วแบตด้วย จาระบี หรือน้ำมันอเนกประสงค์ ยี่ห้อใดก็ได้ แฮะ ๆ ไม่ได้ค่าโฆษณาจ้างก็ไม่บอก ยี่ห้อพระยะค่ะ

7.ส่วนต่อไปก็คือ น้ำฉีดกระจก มันเป็นกระปุกมีสายยางใสๆ สังเกตุว่าจากฝากระโปรงมันสายยางมันกลับมาส่วนไหนก็เติมซะให้เต็มที่ ตามใจพระเดชพระคุณ เลย แต่จะให้ดีแนะนำเอาน้ำยาเช็ดกระจก ผสมลงไปด้วยหรือ น้ำยาจ้างจานก็ได้ขอรับเพราะเดินทางกลางคืน แมลงกันเยอะน้ำ ธรรมดามันเอาไม่ใคร่ออก

8. ตอนนี้เรามาดูเจ้ายางกันด้วยนะขอรับ ถ้าสภาพย่ำแย ก็เปลี่ยนได้เลยแต่ถ้า พิศมัย ไฉไลก็มาดูการเติมลมยางกัน ก่อนอื่นรถยนต์ทั่วๆไป จะบอกสเปก การเติมลมยางกันไว้ที่เสา กลางตรงฅนขับนะขอรับ ที่ศัพท์เทคกะนิกเรียกกันว่า เสาพิล่าบี ดูด้วยว่าเติมกันกี่ปอนด์ ทีนี้เติมอย่างไร เอาเป็นว่าลงทุนซื้อที่วัดลมกันหน่อย นะขอรับ ราคาค่วงดก็ไม่กี่อัฐ กี่เฟื้อง คราวนี้ถ้าสเปกเขาบอก 32 เจอปั๊มก็เติมไปก่อนเลย 34 เพราะอะไร เพราะตอนนั้นเมือรถวิ่งความดันในยางมันร้อนนะวัดมาตราฐานไม่ได้ พอตอนเช้าจะออกเดินทางเอาที่วัดลมมาวัดก่อนรถวิ่ง ว่าได้เท่าใด ก็ปล่อยออกคราวนี้เราจะได้ลม ดัน ยาง ที่มาตราฐานแล้วขอรับ อีกอย่างอย่าลืมเติม ให้อีกเส้นที่อยู่ท้ายรถด้วยเจ้า เส้นนี้ใส่เลยขอรับ 35 - 40 ปอนด์ เพื่อได้เลย เทคกะนิก อีกนิดสอนดูเจ้ายางว่ามันผลิตเมื่อเพลาใด สังเกตุหาตัวอักษร ที่ยางมีตัว DOT แล้วตามด้วยตัวเลข 2408 ถ้าเจออย่างนี้แสดงว่า มันผลิตที่ สัปดาห์ที่ 28 ของปี ค.ศ.2008 นะขอรับ

9. เมื่อตรวจภายนอกแล้ว ทีนี้เรามาดูภายในว่า ไฟหรี ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟหน้า ไฟสูง ไฟตัดหมอกถ้ามี เพราะเพลานี้หน้าเหมันต์ แล้วหมอกบางจังหวัด ลงกันหนามาก ถ้ามีก็จะเป็นการดี ส่วนเคยมีฅนถามว่าจะรูได้อย่างไรว่าไฟถอยติดหรือไม่วิธีง่ายๆ หาเพื่อนมาดูให้ โถๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อย่างนั้นก็คงไม่ต้องมา ถามตอบกันแล้ว วิธีคืออย่างนี้ขอรับ เปิดสวิทช์ไฟแต่ ไม่ต้องสตาร์ท แล้วเข้าเกียร์ถอย คราวนี้ก็ลงมาดูได้ว่าติดหรือไม่ สว่นไฟเบรก ทีนี้ต้องสังเกตุขอรับ ถอยหลังเข้าชิดกำแพง แล้ว เหยีบเบรก จากกระจกมองข้าง ซ้าย ขวา ว่าติดหรือไม่ อันนี้ไม่ต้องเปิดสวิทช์ ก็ได้ หรือกลัวไม่เด็ดขาด เอาไปเลยวิธียุคหินหาอะไรหนักๆมาทับ หรือไม้มาขัดไว้ก็ได้

เสร็จจาก เทกกะนิกแล้วคราวนี้เตรียมของติดรถอย่างลืม
1.แม่แรง พร้อมชุดไขล้อเตรียมให้พร้อม
2.ยางอะหลั่ย
3.สายพ่วงแบตเตอรี่ ไม่มีไปหาซื้อขอรับเอาแบบที่สามารถทนแรงดัน 500 amp นะขอรับ
4.สายลาก ถึงพระเดชพระคุณบอก รถฉันยังใหม่ก็ไม่เป็นไรขอรับ อาจจะได้บุญไปช่วยผู้อื่น
5.กระป๋องน้ำมันเครื่องเก่าที่ทำความสะอาดแล้ว ยิ่งได้แบบที่เป็ย งวงยืดได้หดได้ จะดีมากหาซื้อได้ตามปั๊มน้ำมัน เอาไว้ฉุกเฉินน้ำมันหมด หรือน้ำหม้อ
น้ำแห้ง ยถ้าได้แบบที่มีไฟฉุกเฉินนะก็ เริดสะแมนแตน เพื่อรถเสียเอาวางไว้บนหลังคาสะดวกมาก ๆ
7.เสบียงกรัง ตัวใคร ตัวมัน อย่างนี้บอกกันไม่ได้ขอรับ อย่าลืมเบอร์โทร ฉุกเฉินต่างๆ พร้อมยาประจำตัว
สุดท้ายขอให้เที่ยวกัน อย่างมีความสุข นะขอรับ เอาเป็นว่าไปเที่ยวไหนกลับมาเล่าให้ฟังกับบ้างนะขอรับ เมาไม่ขับ ง่วงก็นอนนอนตรงมีเจ้าหน้าที่
นะหรือฅนเยอะๆ จะได้ปลอดภัย สุดท้ายขอให้พระเดชพระคุณทุกท่านจะประสพแต่ความสุข ความเจริญ ตลอด
ปี พ.ศ. 2553 ทุกๆท่านเลยนะขอรับ




ตะพุ่นเลี้ยงช้าง
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ประชันแบบรถไฮบริดแดนมังกร


ในวันที่วันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา เมืองเศรษฐกิจพิเศษแดนใต้แห่งเซี่ยเหมินของมณฑลฝูเจี้ยน เปิดเวทีประชันแบบรถไฮบริด กลุ่มนักศึกษาจากสถาบันเทคนิกได้โอกาสขนแบบรถไฮบริดเข้าประกวดประชันกัน คึกคัก

ค่ายรถยนต์พลังงานลูกผสม หรือรถยนต์ระบบไฮบริด ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานน้ำมันและไฟฟ้าในแดนมังกร กำลังเฟื่อง ด้วยได้รับแรงอุดหนุนจากรัฐบาล ซึ่งตั้งเป้าทะยานขึ้นเป็นผู้ผลิตชั้นนำในตลาดพาหนะระบบไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้าภายใน 3 ปี

ขณะที่บรรยากาศตลาดรถยนต์จีนเต็มไปด้วยความคึกคัก และเนื้อหอมดึงดูดค่ายรถยนต์แบรนด์ดังโลกทั้งหลายเข้ามาขุดทองในยามที่วิกฤต การเงินโลกหั่นความต้องการในตลาดทั่วโลกหดฮวบ ภาครถยนต์ของจีนโตพรวด ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยอดขายในเดือนมกราคมแซงหน้าสหรัฐฯ ได้เป็นครั้งแรก โดยเมื่อปีที่แล้ว ยอดขายรถในจีนมีทั้งสิ้น 9.4 ล้านคัน เพิ่มร้อยละ 8 จากปีก่อนหน้า

คลิกอ่าน จีนรุกเป็นจ้าวตลาดรถพลังงานไฟฟ้าโลกใน3 ปี

ชมภาพบรรยากาศการประกวดแบบรถไฮบริดของกลุ่มนักศึกษาจากสถาบันเทคนิกในเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน-ภาพโดยเอเอฟพี









อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

ปอกเปลือกแก๊งโจรกรรมวิธีลัก-อำพราง-ปล่อยรถ

ข่าวในประเทศ - เปิดหลากวิธีแก๊งโจรกรรมรถ ที่ปีหนึ่งมีสถิติรถหายมากกว่า 2 หมื่นคัน คิดเป็นมูลค่าจำนวนมหาศาล และปราบยังไงก็ไม่หมด เพราะมี ใบสั่ง หรือได้รับการสนับสนุนจากนายทุนใหญ่ งานนี้จึงต้องแฉกลวิธีลัก อำพราง และปล่อยรถ ของบรรดาแก๊งลักรถในไทย เพื่อให้ท่านเจ้าของรถทั้งหลาย ได้รับทราบและป้องกัน เป็นการ รู้เขารู้เรา ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ป้องปราม หรือยื้อเวลาแก๊งลักรถให้นานที่สุด เผื่อที่เราจะได้รู้ตัว หรือมีผู้มาพบเห็น ดีกว่าปล่อยให้รถถูกเชิดขับหนีไปแบบสบายๆ ในขณะที่เราเจ้าของรถต้องมานั่งหน้าเศร้า เสียทั้งเงินและทรัพย์สิน แถมต้องมาแบกรับภาระหนี้รถที่ไม่ได้ใช้อีก!!


พ.ต.ท.อรรถพร สุริยเลิศ รองผู้กำกับศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการ โจรกรรมรถยนต์

ในปีหนึ่งๆ มีสถิติรถหายทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคัน และช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ซึ่งตามสถิติจะมีเหตุรถหายเยอะมากที่สุด เนื่องจากเจ้าของรถส่วนใหญ่คิดว่า คงไม่มีใครมาขโมยรถตอนฝนตก แต่ความจริงแก๊งลักรถมักจะออกอาละวาดตอนฝนตกนี่แหละ โดยขี่มอเตอร์ไซค์ออกตระเวนหารถที่ต้องการ โดยรถที่ถูกขโมยกันเยอะในช่วงฝนตก คือรถที่จอดอยู่หน้าบ้าน เพระเวลาก่อเหตุเสียงฝนจะกลบหมด เจ้าของบ้านก็ไม่ได้ยิน นอกจากนั้นตำรวจสายตรวจมักจะไม่ออกตรวจในช่วงฝนตกด้วย จึงเป็นช่วงจังหวะเหมาะที่พวกนี้จะออกก่อเหตุ

เป็นการยืนยันแบบรู้ข้อมูลจริงจาก พ.ต.ท. อรรถพร สุริยเลิศ รองผู้กำกับศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการ โจรกรรมรถยนต์ กับ ASTV ผู้จัดการ และฝากเตือนประชาชนอย่าประมาท เนื่องจากช่วงฝนนี้กำลังเป็นฤดูของแก๊งลักรถอาละวาดเลยล่ะ

รถยอดฮิต-วิธีลักรถ-สถานที่เสี่ยง

หัว หน้าฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ ยังบอกว่ายี่ห้อรถยนต์ที่มีสถิติสูญหายมากที่สุด ในกลุ่มรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง เป็นฮอนด้า แจ๊ซ และซิตี้ ขณะที่ปิกอัพแก๊งลักรถชื่นชอบ โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ และอีซูซุ ดีแมคซ์ มากที่สุด ส่วนรถจักรยานยนต์เป็น ฮอนด้า เวฟ และรุ่นคลิก

ส่วนสถานที่จอดรถที่เสี่ยงต่อการถูกลักมากสุด ตามสถิติแล้วจะเป็นสถานที่จอดรถประจำ อันเป็นจอดรถริมถนน หรือหน้าบ้านพักอาศัย แต่สถานที่จอดรถชั่วคราว เช่นลานจอดรถตลาดสด และห้างสรรพสินค้า เป็นอีกสถานที่ที่แก๊งลักรถมองตาเป็นมัน เพราะรู้ว่าเหยื่อเจ้าของรถมัวแต่ช็อปปิ้งเพลิน

รถที่ถูกขโมยส่วนใหญ่จะเป็นรถที่ตลาดหรือผู้ซื้อต้องการ โดยปกติก่อนที่จะออกโจรกรรมรถนั้น แก๊งลักรถจะต้องทราบความต้องการของฝ่ายผู้สั่งซื้อ หรือนายหน้าก่อนว่า ต้องการรถแบบไหน ยี่ห้อ รุ่น ขนาด หรือสีอะไร หรือที่เรียกกันว่า ใบสั่ง จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็จะออกตระเวน ไปในสถานที่ต่างๆ เพื่อหารถตามใบสั่ง โดยส่วนมากจะหารถจากในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพราะมีรถตามที่ต้องการมาก

สำหรับวิธีการโจรกรรมก็มีอยู่หลายวิธี ทั้งวิธีการเก่าๆ และที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ผสมผสานกัน ซึ่งคนร้ายจะทำการศึกษาวิธีการและกลไกการป้องกันการโจรกรรมรถของเจ้าของรถ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแม้ว่าจะมีอุปกรณ์ป้องกันการขโมยรถใหม่ๆ ออกมาตลอด แก๊งลักรถก็หาทางขโมยไปจนได้ พ.ต.ท.อรรถพรกล่าว

ขณะ ที่วิธีการโจรกรรมรถ มีหลากหลายทั้งแบบเก่าๆ และพัฒนาขึ้นมาใหม่ผสมผสานกัน จากการรวบรวมมีอยู่กว่า 70 วิธีเลยทีเดียว แต่ที่แก๊งลักรถนิยมกันจะมีอยู่ 15 วิธี ไม่ว่าจะเป็น งัดหูช้าง ใช้สารพัดกุญแจ ทั้งปลอม ลอกแบบ และสร้างกุญแจ หรือบางรายก็เล่นจี้ชิงเอาดื้อๆ เลย


โตโยต้า วีโก้

แก๊งดาวน์รถ-แชร์รถ-จำนำใต้ดิน

นอก จากนี้การโจรกรรมรถมักทำเป็นขบวนการ โดยมีกลุ่มนายทุนให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งวิธีการที่กำลังแพร่ระบาดมากคือ แก๊งดาวน์รถ และ แชร์รถยนต์

จริงๆ แล้วตัวเลขรถหาย พบว่ามีรถที่ไม่ได้หายจริงถึง 30% แต่เป็นการทำรถให้หายไปจากระบบ โดยฝีมือของแก๊งอาชญากรรมที่เรียกกันว่า แก๊งดาวน์รถ โดยแก๊งพวกนี้จะจ้างชาวบ้านในชุมชนไปดาวน์ โดยจ้างคน 3,000 บาท คนค้ำประกัน 2,000 บาท ที่พบมากคือรถจักรยานยนต์ เพราะดาวน์ง่าย ใช้เงินดาวน์น้อย บางร้านให้ดาวน์ 999 บาท หรือบางร้านไม่เรียกเงินดาวน์เลย แค่เอาสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ซื้อไว้ เมื่อได้รถมาแล้วแก๊งดาวน์รถก็ส่งไปขายที่กัมพูชา ส่วนร้านขายรถเขามีประกันภัยก็แค่ไปแจ้งหาย บริษัทประกันภัยก็ไปจ่ายไฟแนนซ์ จะเห็นว่าพวกมิจฉาชีพเอารถไปขายได้ 30,000 บาท แต่ลงทุนจ้างชาวบ้านแค่ 5,000 บาท ทำอย่างนี้สัก 10 คัน ได้เงินตั้งหลายแสน ทำให้มันก็เลยเกิดขบวนการอย่างนี้ขึ้นมามาก

อย่างคดีที่ดังๆ แถวย่านบางปู แก๊งดาวน์รถมันเอาใบปลิวไปติดในสลัมว่า ถ้าร้อนเงินให้ติดต่อที่เบอร์นี้ พอชาวบ้านมาติดต่อเขาก็ให้กู้เงิน 12,000 บาท โดยให้ชาวบ้านไปดาวน์รถจักรยานยนต์มา เพื่อเอามาค้ำประกันเงินกู้ จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็ส่งรถไปขายชายแดน แต่ยังให้ชาวบ้านผ่อนชำระเงินกู้ต่อไป และหลอกว่าผ่อนชำระครบจะได้รถคืน เป็นการหลอกไปเรื่อยๆ

พ.ต.ท.อรรถพรบอกว่า ยังมีอีกรูปแบบที่คล้ายๆ กับวิธีดาวน์รถ คือ แชร์รถยนต์ ซึ่งแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อ ปี 2551 ที่ผ่านมา คดีแชร์รถยนต์จะดังมาก ซึ่งมีการขโมยหรือฉ้อโกงรถไปถึง 1,2000 คัน โดยใช้เวลาแค่ 2 เดือนเท่านั้น โดยเขาใช้วิธีตั้งบริษัทหลอกระดมรถเช่าจากชาวบ้าน นำรถยนต์มาให้เช่าโดยจ่ายค่าเช่าราคาสูงถึงเดือนละ 30,000 บาท ชาวบ้านก็มองว่าคุ้มมาก สมมุติดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนค่างวดเดือนละ 13,000 บาท แต่ได้ค่าเช่าถึงเดือนละ 30,000 บาท และให้เช่าแค่ 3 เดือน ก็ได้เงินดาวน์คืนแล้ว หักค่างวดแล้วก็ยังเหลืออีกเดือนละ 17,000 บาท ชาวบ้านบางรายที่ไม่มีรถ ถึงกับไปดาวน์รถใหม่มาให้เช่า บางคนก็ลงทุนดาวน์รถออกมา 2 คัน ไปกู้เงินมาดาวน์รถเอามาให้บริษัทดังกล่าวเช่า แต่แก๊งดาวน์รถพวกนี้จะเอารถไปขายตามแนวชายแดน หรือเอาไปจำนำ มีทั้งจำนำกับเต็นท์รถ จำนำตามบ่อนในกรุงเทพฯ จำนำกับพวกนายทุนใต้ดิน ซึ่งเป็นพวกที่มีเงินเหลือ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็เอาเงินมาปล่อยกู้

ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีนายทุนใต้ดินที่รับจำนำรถในลักษณะดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 500 ราย ซึ่งในวงการจะรู้กันว่าใครรับจำนำรถบ้าง โดยนายทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกหน้าทำธุรกิจเอง แต่ให้ลูกน้องออกหน้าแทน แต่บางรายก็เปิดเป็นบริษัทรับจำนำรถบังหน้า แต่ธุรกิจจริงๆ คือ รับซื้อรถที่ได้จากการโจรกรรม


อีซูซุ ดี-แมคซ์

ระวัง! ถูกสวมซาก-ปลอมทะเบียน

เมื่อบรรดาแก๊งโจรกรรมรถผ่านขั้นตอนต่างๆ ของการลักรถมาแล้ว วิธีการปล่อยรถที่รับรู้กัน คือ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน และการผ่าแยกชิ้นส่วนเป็นวิธีหนึ่งที่คนร้ายนิยมมาก เพราะเมืองไทยมีปัญหาเรื่องอะไหล่แพง โดยเฉพาะอะไหล่จากศูนย์ของรถยี่ห้อนั้นๆ ดังนั้นบางแก๊งจะตระเวนลักรถ เพื่อนำอะไหล่ไปขายให้พ่อค้าตามตลาดเชียงกง (ตลาดขายอะไหล่มือสอง) โดยอู่รถต่างๆ ก็จะมาซื้ออะไหล่ที่เชียงกง โดยไม่รู้ว่าเป็นของที่ขโมยมา ซึ่งสาเหตุที่แก๊งพวกนี้เลือกที่จะแยกอะไหล่ขาย แทนที่จะขายรถทั้งคัน เพราะรถที่ขโมยมานั้นผู้ซื้อจะให้ราคาจะต่ำมาก อีกทั้งการถอดอะไหล่ขายยังเป็นวิธีที่สามารถหลบเลี่ยงการจับกุมได้ง่ายกว่า

นอกจาก 2 วิธีดังกล่าวแล้ว แก๊งโจรกรรมรถยังใช้วิธีคลาสสิค เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจับกุม ด้วยการนำรถที่โจรกรรมมาสวมซาก และสวมทะเบียน

จะมีแก๊งมิจฉาชีพไปประมูลรถยนต์ ที่เสียหายจากอุบัติเหตุจนพังยับ หรือซ่อมไม่ได้ จากบริษัทประภัยรถยนต์ต่างๆ โดยพวกมิจฉาชีพจะฮั้วราคากัน ทำให้ได้รถยนต์ราคาถูกๆ ไป เฉลี่ยคันละกว่าแสนบาท จุดประสงค์ต้องการเพียงเลขทะเบียนรถยนต์ เลขแชสซี (เลขตัวถังรถ) และเลขเครื่องยนต์เท่านั้น

พ.ต.ท. อรรถพรอธิบายต่อว่า พอได้ทั้ง 3 ส่วนนี้มาแล้ว แก๊งโจรกรรมก็จะใช้กระดาษขูดลอกเลขเครื่องยนต์ออกมา แล้วเอาไปแปะรถที่ขโมยมา ส่วนเลขเลขแชสซีก็ปาดมาเชื่อมติดกับรถดังกล่าว พร้อมนำป้ายทะเบียนจากรถที่ประมูลมาติด จากนั้นแก๊งพวกนี้ก็เอารถที่สวมทะเบียนมาขายตามเต็นท์รถ ชาวบ้านไม่รู้ก็ซื้อมาเพราะเห็นว่าเอกสารทุกอย่างเป็นตัวจริงหมด รถก็เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ทั้งที่ตัวรถนั้นจริงๆ แล้วเป็นรถที่ถูกขโมยมา วันดีคืนดีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเห็นภาพรถคันที่เกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่าเลขทะเบียนไปตรงกับรถที่ขโมยเอามาสวมทะเบียน ก็ไปตามยึดรถมาตรวจพิสูจน์ และพบว่าเป็นรถที่ขโมยมา ก็เรียกเจ้าของเดิมมารับ แล้วก็ขยายผลเพื่อติดตามตัวคนร้ายต่อไป

ปัญหานี้ทางศูนย์ฯ ของเรา ได้ร้องขอให้บริษัทประกันภัยทำลายรถ และยกเลิกทะเบียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำรถไปสวมทะเบียน แต่บริษัทประกันก็ไม่ยอม เขาบอกว่าต้องรักษาผลประโยชน์ของเขา ขบวนการการสวมซากและสวมทะเบียนรถ มันก็เลยปราบไม่หมดสักที พ.ต.ท.อรรถพรถึงช่องว่างทางกฎหมาย

ฮอนด้า แจ๊ซ

วิธีการตรวจสอบทะเบียนปลอม

ส่วน การสวมทะเบียนอีกลักษณะ เป็นปลอมเอกสารและเลขทะเบียนหมดกันดื้อๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายทะเบียน แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี

วิธี การนี้เมื่อคนร้ายได้รถที่โจรกรรมมาแล้ว จะจ้างคนทำเอกสารปลอมขึ้นมาสวม แล้วนำรถไปขายต่อ ซึ่งเอกสารปลอมที่เขาขายราคาก็ไม่แพง แผ่นป้ายทะเบียน 2,000 บาท แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษี กับพ.ร.บ.รถยนต์คู่ละ 2,000 บาท ถ้าชุดใหญ่มีสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ด้วย ราคา 20,000 บาท

แต่เอกสารปลอมเหล่านี้ทำไม่เหมือนนะ อย่างแผ่นป้ายทะเบียนที่ติดอยู่ท้ายรถ ถ้าเป็นของจริงด้านหน้าจะมีตัวเลข 10 หลัก ซึ่ง กรมการขนส่งจะยิงด้วยเลเซอร์ อยู่ด้านล่างแผ่นป้าย สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และมีพรายน้ำสัญลักษณ์ตราขนส่งทางบกระยิบระยับอยู่บนแผ่นป้าย ถ้าเอาไฟฉายส่องหรือมองกลางแดด จะเห็นได้ชัด รวมทั้งจะมีตัวอักษร ขส. ปั๊ม อยู่ด้านหลังแผ่นป้ายด้วย แต่ของปลอมจะไม่มีตัวเลข หรือสัญลักษณ์เหล่านี้ เพราะมิจฉาชีพไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขนาดนี้

พ.ต.ท.อรรถพรยังอธิบายวิธีสังเกตุแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอม ซึ่งให้ดูวงกลมสีเงินเล็กๆ จะมีสัญลักษณ์ของกรมขนส่งทางบกอยู่ และถ้าเอียงดูจะเห็นประกายสีรุ้ง แต่ถ้าเป็นของปลอมจะไม่มีสัญลักษณ์ดังกล่าว เพราะเทคโนโลยีแก๊งมิจฉาชีพยังไม่ถึง และถ้าของจริงลองลูบดูจะลื่นมือ แต่ของปลอมจะด้านๆ ส่วนตัวอักษรถ้าเป็นของปลอม เส้นขอบจะไม่ชัดเจน ขูดลอกได้ง่าย เพราะจะใช้วิธีเอาแผ่นตัวอักษรแบบขูดมาลอกติด หรือไม่ก็ตัดตัวอักษรจากแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของปีที่ผ่านๆ มา แล้วเอากาวแปะติด ซึ่งถ้าใช้มือลูบตรงขอบตัวอักษรก็จะรู้เลย บางทีก็ใช้หมึกดำเขียนทับก็มี ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นความแตกต่างชัดเจน บางทีชุ่ยถึงขนาดเอาแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของปีก่อน มาขูดขีดดัดแปลงโดยที่ไม่แก้เลขปีด้วยซ้ำ

บางรายซื้อรถไปเป็นปีแล้ว เพิ่งมารู้ว่าซื้อรถขโมยตอนไปต่อทะเบียนภาษี เพราะดันไปเจอรถยี่ห้อเดียวกัน สีเดียวกัน เลขทะเบียนอะไรเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้ที่กรมการขนส่งทางบก ซึ่งกรณีนี้เรียกกันว่า รถแฝด ดังนั้นเวลาซื้อรถ โดยเฉพาะรถมือสองนั้น ผู้ซื้อควรตรวจสอบจากกรมการขนส่งทางบกว่ารายละเอียดในคู่มือทะเบียนรถ เลขทะเบียนรถยนต์ เลขแชสซี เลขเครื่องยนต์ สีและยี่ห้อตรงกับรถที่ตนเองซื้อหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่ได้จากผู้ขายด้วยว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่

ส่วนการปราบปรามขบวนการโจรกรรมรถยนต์ให้หมดไป พ.ต.ท.อรรถพรยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก ตราบใดที่ยังมีนายทุนใหญ่ คอยรับซื้อรถที่ได้จากการโจรกรรม อีกทั้งการจะเอาผิดกับกลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลังแก๊งโจรกรรมรถนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เช่นกัน เนื่องจากนายทุนจะไม่ออกหน้าแล้ว การทำงานของเครือข่ายแก๊งโจรกรรมรถในแต่ละขั้นตอน จะทำงานแบบแยกกลุ่มและตัดตอนกันหมด เช่น คนที่ขโมยรถจะรู้จักแค่คนรับซื้อ แต่ไม่รู้จักนายทุน หรือคนที่ขับรถไปส่งขายตามแนวชายแดนก็รู้จักแค่คนที่มาติดต่อ แต่ไม่รู้จักตัวคนขาย

ดัง นั้นอันดับแรกที่น่าจะช่วย หรือชะลอให้ถูกลักรถได้ง่าย พ.ต.ท.อรรถพรแนะนำว่า วิธีป้องกันการโจรกรรมที่ค่อนข้างได้ผล คือ วิธีการล็อกแบบ 3 ง่าม สำหรับรถยนต์ และล็อกดิสก์เบรกสำหรับจักรยานยนต์

จากที่ถามแก๊งลักรถว่า ถ้าเจออุปกรณ์ไหนจะไม่ลัก เขาก็บอกว่าถ้าเจอล็อกพวงมาลัยรถยนต์จะใช้วิธีตัด หรือเจอล็อกเกียร์ก็ใช้เวลาเลื่อยแป๊บเดียวก็ออกแล้ว แต่ถ้าเจอล็อก 3 ง่าม มีข้างล่างด้วย มันไม่เอาเพราะขี้เกียจเสียเวลามุดลงไปตัดข้างล่าง แต่ถ้าเป็นรถจักรยานยนต์ให้ใช้วิธีล็อกดิสก์เบรคได้ผลมากที่สุด พวกแก๊งลักรถจะไม่เอาเลย นอกจากนั้นก็การติดจีพีเอส ติดระบบป้องกันขโมย ที่ใช้แสงสี หรือเสียงส่งสัญญาณ เพื่อถ่วงเวลาคนร้ายก็ช่วยได้เช่นกัน

แม้ วิธีการป้องกันดังกล่าว จะไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่แน่นอนเมื่อเราทราบเป้าหมายรถยนต์ และวิธีโจรกรรมยอดฮิตของแก๊งลักรถ ตลอดจนถึงวิธีการอำพราง และปล่อยรถแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้ท่านเจ้าของรถทั้งหลาย ได้ระวังป้องกันหรือยื้อเวลาการลักรถ จากพวกมิจฉาชีพให้นานที่สุด รวมถึงไม่ประมาทในการตกเป็นเหงื่อถูกหลอกให้ซื้อรถสวมซาก หรือจดทะเบียนปลอม!

Thank News Manager online
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

ใจถึง! “แลนเซอร์ อีเอ็กซ์” 2.0 อัดออปชัน-1.8 ใช้อี 85 ราคา 8.31 แสนบาท

เอา...สาวกมิตซู เร่กันเข้ามาเลย ขอรับ ตัวใหม่มา.....แล้ว
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ใหม่” ชูจุดเด่นใช้พลังงานทางเลือกอย่าง แก๊สโซฮอล์ อี85 ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร FFV 139 แรงม้า ขณะที่ตัวท็อป 2.0 ลิตร เน้นความสปอร์ตอัดออปชันมาให้เพียบ กับราคาเริ่มต้น 8.31 แสนบาท - 1.034 ล้านบาท ตั้งเป้า 6 เดือนขาย 4,000 คัน





กรุงเทพฯ : 15 กันยายน 2552 – มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดงานเแถลงข่าวแนะนำรถเก๋งรุ่นใหม่ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เปิดรับจองที่โชว์รูมทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนนี้ ก่อนเปิดขายทางการ 16 ตุลาคม เป็นต้นไป แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมแนวคิด “Sensational Intelligence” ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 รุ่น ได้แก่ขนาด 1.8 ลิตร เป็นรถแบบ Flexible Fuel Vehicle หรือ FFV รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงได้หลากหลายตั้งแต่เบนซินจนถึงแก๊สโซฮอล์ อี 85 และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รองรับถึงแก๊สโซฮอล์ อี 20 พร้อมตั้งราคาขายอยู่ที่ 831,000 บาท ถึง 1,034,000 บาท

มร.โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานแถลงข่าวแนะนำมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เซึ่งจะเปิดรับจองล่วงหน้าตั้งแต่ 16 กันยายนนี้ ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการ 16 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 9 ของมิตซูบิชิ แลนเซอร์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมาพร้อมแนวคิด "Sensational Intelligence” ที่ให้ลูกค้าได้มากกว่าทั้งในเรื่องของความทันสมัยและอัจฉริยะในการขับขี่ โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2 ขนาด ที่ให้ทั้งสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ได้แก่ เครื่องยนต์ Flexible Fuel Vehicle หรือ FFV ขนาด 1.8 ลิตร จำนวน 3 รุ่น รองรับการใช้น้ำมันได้หลากหลายตั้งแต่เบนซินธรรมดาไปจนถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 และเครื่องยนต์ ขนาด 2.0 ลิตร รองรับถึงน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 พร้อมตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 831,000 บาท ถึง 1,034,000 บาท

ทั้งนี้เพื่อสร้างความไว้วางใจและความมั่นใจให้กับลูกค้า บริษัทฯ ยังได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับทุกส่วนของการดำเนินงานทั้งด้าน การขาย การบริการ และอะไหล่ รวมทั้งจัดกิจกรรมการขายและกิจกรรมทางการตลาด ตลอดจนการใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายไปพร้อมๆ กัน โดยมั่นใจว่าจะมียอดจองรถมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เกินเป้าการขายที่ตั้งไว้จำนวน 4,000 คัน ภายใน 6 เดือนแรกอย่างแน่นอน



“แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ เจนเนอเรชั่นที่ 9 เป็นรถคุณภาพที่ได้มาตรฐานระดับโลกทั้งในเรื่องระบบความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังให้สมรรถนะที่เป็นเยี่ยมตามแบบฉบับรถเก๋งของมิตซูบิชิ เราพัฒนารถรุ่นนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นรถเก๋งรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่าทั้งในแง่ของ การใช้งานและความรู้สึก โดดเด่นด้วยการออกแบบที่สะท้อนตัวตนของรถเก๋งสไตล์มิตซูบิชิที่ให้ความ ประทับใจทั้งในแง่ความรู้สึก การใช้งานสำหรับทุกความต้องการ และความปลอดภัยในการขับขี่ซึ่งสอดคล้องกับรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต รวมทั้งประสิทธิภาพในการควบคุมและตอบสนองโดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ในขณะขับ ขี่ที่สะท้อนความเป็นมิตซูบิชิ จากสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่า มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ที่พรั่งพร้อมไปด้วยนวัตกรรมรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะสามารถตอบสนอง ความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์กลุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน “ มร.มูราฮาชิ กล่าว




สำหรับแลมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ได้รับการออกแบบที่สานต่อภาพลักษณ์ของรถเก๋งสไตล์สปอร์ตของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดย ประกอบไปด้วยรุ่น GT ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ช่วยเสริม “คุณค่าด้านอารมน์” สำหรับลูกค้าผู้ชาญฉลาดที่ให้ความสำคัญทั้งกับความทันสมัย สมรรถนะ และความอัจฉริยะในการขับขี่ ในขณะที่รุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ GLX ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นหลัก โดยสะท้อนให้เห็นถึง “คุณค่าด้านเหตุผล” ด้วยรูปลักษณ์สวยงาม เพราะบริษัทฯ เชื่อว่าผู้หญิงจะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของรถยนต์กลุ่มนี้ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เร้าใจ และสะท้อนความแข็งแกร่ง ด้วยการผสมผสานระหว่างห้องโดยสารขนาดใหญ่สไตล์สปอร์ตและตัวถังที่กว้างขึ้น ร่วมกับการออกแบบด้านหน้าตัวรถให้ลาดเอียงลงรับกับกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยม คางหมูเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ

ในขณะที่การออกแบบภายในเน้นการผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นการใช้งานและความทัน สมัยในทุกๆส่วนของตัวรถ แผงคอนโซลหน้าทรงโค้งให้ความรู้สึกกว้างสบายที่สุดในรถระดับเดียวกันพร้อม การออกแบบองค์ประกอบต่างๆ เพิ่มความสะดวกสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ทั้งในเรื่องของการใช้งาน ทัศนวิสัย และการมองเห็น นอกจากนี้ระยะฐานล้อรถที่กว้างขึ้น ทำให้ได้การทรงตัวและการตอบสนองของรถที่ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ออกแบบให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุดในรถระดับเดียวกันเพียง 5.0 เมตร



เครื่องยนต์ใหม่ ของมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มีขนาด 1.8 ลิตร FFV และ 2.0 ลิตร DOHC MIVEC พร้อมเสื้อสูบอลูมิเนียม ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 ทำงานคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT INVECS-III สปอร์ตโหมด 6 จังหวะ ของมิตซูบิชิ ที่ให้สมรรถนะพร้อมการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น 1.8 ลิตร ที่ถือเป็นรถ FFV รุ่นแรกที่ผลิตเป็นจำนวนมากเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยซึ่งรองรับน้ำมันเชื้อ เพลิงได้ทุกประเภทตั้งแต่เบนซินธรรมดาไปจนถึงแก๊สโซฮอล์ อี 85 ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร รองรับได้ถึงแก๊สโซฮอล์ อี 20 ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้พัฒนาเครื่องยนต์ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรถแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ FFV โดยได้มีการปรับโครงสร้างทางวิศวกรรมทุกส่วนที่เกี่ยวข้องให้รองรับน้ำมัน แก๊สโซฮอล์ทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งอี 85 ที่มีปริมาณการกัดกร่อนสูง โดยการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สัมผัสกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมัน ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง วาล์วและบ่าวาล์ว ท่อส่งน้ำมัน และหัวฉีด ซึ่งทำจากโลหะ ยาง และพลาสติก เพื่อให้สามารถทนต่อการกัดกร่อนดังกล่าวได้ ในขณะที่สมองกลอัจฉริยะของเครื่องยนต์ INTELLIGENT ECU จะทำการตรวจสอบและปรับอัตราการฉีดจ่ายน้ำมันและระยะเวลาในการจุดระเบิดเชื้อ เพลิงโดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่ดีที่สุดในทุกครั้งที่เติม น้ำมันไม่ว่าจะเป็นเบนซิน หรือแก๊สโซฮอล์ อี 10 ไปจนถึง อี 85 ก็ตาม

จากโครงสร้างที่แข็งแกร่งพร้อมระบบความปลอดภัยที่ช่วยลดความเสียหาย เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่เป็นเยี่ยม รวมไปถึงระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาใหม่ มีส่วนช่วยทำให้การทรงตัวและการตอบสนองของรถ รวมไปถึงความปลอดภัยที่เหนือกว่า การปรับปรุงความปลอดภัยจากการรับแรงกระแทก รวมทั้งตัวถังนิรภัย RISE Body ระบบถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า รวมไปถึงระบบเพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (AFS)* ที่ช่วยเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน ถือเป็นระบบที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและลดผลกระทบเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ได้อย่างทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น * เฉพาะรุ่น GT

ในส่วนของรุ่นปัจจุบันอยู่ในเจนเนอเรชั่นที่ 8 เริ่มในปี 2543 กับแลนเซอร์ ซีเดีย ถือเป็นครั้งแรกที่มิตซูบิชินำเอาขุมพลังเทคโนโลยีฉีดเชื้อเพลิงตรงสู่ห้อง เผาไหม้ GDI นำมาผนวกกับระบบส่งกำลังอัตราทดแปรผัน CVT วางลงในโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE BODY รองรับแรงกระแทกจากการชนทั้งด้านหน้าด้านข้างและด้านหลังได้เป็นอย่างดี โดยเปิดตัวในเมืองไทยในปี 2544 และมี จอน บอง โจวี

ร็อกสตาร์ ชื่อดัง เป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา จากนั้นในพ.ศ. 2545 ได้มีการปรับโฉมครั้งแรก และเพิ่มทางเลือกใหม่ในสไตล์สปอร์ตใน พ.ศ. 2546 ด้วยแลนเซอร์ 1.8 VIRAGE ตกแต่งด้วยสีแดงเพลิงรอบคัน หลังจากนั้นในต้นปี 2547 ทำการปรับโฉมครั้งใหญ่โดยเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้า-หลังใหม่ทั้งหมดมา เป็นแบบโค้งมน ด้วยกระจังหน้าทรงปิระมิด ก่อนจะมีการแนะนำรุ่นไมเนอร์เชนจ์และรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยล่าสุดได้แนะนำแลนเซอร์ ซีเอ็นจี (CNG) ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิงสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติอัด CNG (Compressed Natural Gas) สำหรับลูกค้าที่ต้องการรถยนต์นั่งที่ให้ทั้งความคุ้มค่าคุ้มราคาและการ ประหยัดที่เป็นเยี่ยม



มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มี 4 รุ่นย่อย 5 สีให้เลือก ประกอบด้วย สีแดง สีบรอนซ์เงิน สีบรอนซ์ทอง สีเทาดำ และสีดำ พร้อมราคาขาย 831,000 บาท ถึง 1,034,000 บาท...เริ่มจองแล้วตั้งแต่วันนี้ จากนั้นจะเริ่มทยอยลงโชว์รูมพร้อมขายอย่างเป็นทางการ 16 ตุลาคมเป็นต้นไป

ข้อมูลผลิตภัณฑ์



1. การออกแบบ …โดดเด่นสะท้อนภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ตของมิตซูบิชิ



(1) โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ....สะท้อนความปราดเปรียวและหรูหรา

1. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์ สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของรถเก๋งจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จากการออกแบบโฉมหน้าใหม่ โดดเด่นด้วยเส้นสายที่สะท้อนความปราดเปรียว สมรรถนะ และความล้ำสมัย บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของมิตซูบิชิได้เป็นอย่างดี ด้วยส่วนหน้าที่ลาดเอียงลงตามแบบฉบับรถเก๋งของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบกับเส้นสายเรียบง่ายของฝากระโปรงรถ ที่ยังให้ความปลอดภัยไปถึงคนเดินถนน พร้อมกระจังหน้าใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูช่วยเสริมให้รถดูปราดเปรียวและล้ำ สมัยมากยิ่งขึ้น
2. ด้วยรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต ทำให้มิตซูบิชิ แลนซอร์ อีเอ็กซ์ เหนือกว่าในเรื่องอากาศพลศาสตร์ (โดยให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน เพียง 0.29) โดยรุ่น GT รุ่น GLS-Ltd. และ รุ่น GLS มาพร้อมกระจังหน้าโครเมียม ไฟตัดหมอกหน้า และปลายท่อสเตนเลส พร้อมเสริมอารมณ์สปอร์ตให้กับรุ่น GT ยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง
3. เพิ่ม ประสิทธิภาพในการมองเห็นด้วยไฟหน้า 2 สไตล์ รูปทรงใหม่ ดุดัน ที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ได้แก่ ไฟหน้ามัลติรี เฟล็กเตอร์ แบบฮาโลเจน สำหรับรุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ รุ่น GLX และไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์ แบบไบซีนอน (Bi-Xenon) พร้อมระบบปรับระดับลำแสงไฟหน้าและระบบเพิ่มความส่องสว่างด้านข้างขณะเข้า โค้ง (AFS) สำหรับรุ่น GT ในขณะที่ด้านหลังตัวรถออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ กว้างขึ้น พร้อมจัดวางแนวเฉียงขึ้นช่วยให้เห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม และยังช่วยเสริมให้มีดีไซน์ที่สวยงามและทันสมัยยิ่งขึ้น
4. โดด เด่นด้วยล้ออัลลอยด์ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ สะท้อนภาพลักษณ์ของสมรรถนะที่แข็งแกร่งและการทรงตัวที่เป็นเยี่ยม โดยในเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร FFV รุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และรุ่น GLX ใช้ล้ออัลลอยล์ขนาด 16 นิ้ว ในขณะที่เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น GT มาพร้อมล้ออัลลอยด์ ขนาด 18 นิ้ว ใหญ่สุดในรถระดับเดียวกัน

(2) การออกแบบภายใน ....เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบาย ผ่อนคลายตลอดการเดินทาง

1. จาก การออกแบบที่ยึดความต้องการของผู้ใช้รถเป็นหลัก ทำให้ได้มาซึ่งห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น รับกับฟังก์ชั่นการใช้ งานที่ให้ความรู้สึกที่เหนือกว่าในทุกๆ ส่วนไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งคนโดยสารหรือคนขับ
2. ห้อง โดยสารกว้างที่สุดในรถระดับเดียวกันถึง 1,985 มม. ถูกออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์ ในขณะที่ความสูงของห้องโดยสารตอนหน้าอยู่ที่ 905 มม. ให้ความโอ่โถงสบายเทียบเท่ารถยนต์ซีดานขนาดใหญ่
3. แผง คอนโซลหน้าทรงโค้งให้ความรู้สึกกว้างสบาย ผนวกกับการออกแบบในส่วนรายละเอียดเพื่อให้ความสะดวกสูงสุด ทั้งในด้านการขับขี่ ทัศนวิสัย และการมองเห็น เพิ่มอารมณ์สปอร์ตและเสริมความโดดเด่นของห้องโดยสารยิ่งขึ้นด้วยชุดอุปกรณ์ หุ้มหนัง** แอร์อัตโนมัติ** และพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น *
4. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมห้องโดยสาร 2 แบบ 2 สไตล์ ได้แก่ ห้องโดยสารโมโนโทนสีดำสไตล์สปอร์ตในรุ่น GT และ GLS-Ltd. และห้องโดยสารแบบทูโทน สีดำ-เบจในรุ่น GLS และ GLX ให้ความรู้สึกหรูหราและผ่อนคลาย
5. เพิ่มความเท่ และสบายยิ่งขึ้น ด้วยเบาะหนังแบบสปอร์ตใน รุ่น GT และ GLS-Ltd. และเบาะผ้าสีเบจสองสไตล์ ในรุ่น GLS และ GLX พร้อมความพิถีพิถันในการออกแบบเบาะนั่งด้านหน้าใหม่ เพื่อความรู้สึกกระชับและสบายกว่าในขณะนั่ง รวมทั้งช่วยในการลดแรงกระแทก ในขณะที่เบาะหลังมีขนาดใหญ่ พร้อมพนักพิงศีรษะ 3 ตำแหน่งในรุ่น GT และ GLS-Ltd. เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังสามารถปรับพับแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความสะดวกในการบรรทุกสัมภาระ
6. จอแสดง ข้อมูลอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ทันสมัย ด้วยจอแสดงผลเรืองแสงสีแดงแบบ LED ง่ายต่อการอ่านและการใช้งานขณะขับขี่รถ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น แสดงผลข้อมูลได้หลากหลาย ทั้งความเร็วเฉลี่ยในการขับขี่ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย ระยะทางขับขี่ที่เหลือจากปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ในถัง และระบบเตือนการบำรุงรักษา อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิภายนอกตัวรถ รวมไปถึงการเตือนต่างๆเมื่อมีความผิดปกติของระบบต่างๆ

2. เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก...เพื่ออรรถประโยชน์สูงสุดในการขับขี่

1. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร รุ่น GT ใช้ระบบพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น เทคโนโลยีที่ตอบสนองทุกการเดินทาง สามารถเลือกปรับการใช้งานหลากหลายได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเพื่อการควบ คุมที่ดีกว่า ทั้งระบบควบคุมเครื่องเสียงที่ง่ายต่อการปรับ เลือกเพลงและระบบเสียง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เพื่อการควบคุมความเร็วให้คงที่เพิ่มความสะดวกสบาย และช่วยลดอาการเมื่อยล้าจากการขับขี่ระยะทางไกลๆ
2. เพิ่ม ประโยชน์ใช้สอยในทุกตารางนิ้วด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายที่ได้รับการ ออกแบบมาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของขนาดใหญ่ พร้อมช่องวางขวดน้ำบริเวณข้างประตู ถาดเก็บของและกล่องอเนกประสงค์ขนาดใหญ่แบบมีฝาปิดที่คอนโซลกลาง ในขณะที่เบาะหลังมาพร้อมที่พักแขน ที่วางแก้ว และช่องเก็บของบริเวณประตูหลัง
3. เพลิดเพลินตลอด การเดินทางด้วยระบบเครื่องเสียงวิทยุซีดี MP3 แบบ 6 แผ่น พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น GT รุ่น GLS-Ltd. และ GLS ในขณะที่รุ่น GLX มาพร้อม วิทยุซีดี MP3 แบบ 1 แผ่น พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง
4. เพิ่มความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้นด้วยระบบกุญแจรีโมท พร้อมระบบควบคุมการปลดล็อกฝากระโปรงท้าย
5. นอกจากนี้รถทุกรุ่นยังติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยอัจฉริยะ Mitsubishi Motors ETACS (Electric Total Automobile Control System) ซึ่งควบคุมระบบไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบปิดไฟหน้าและไฟในห้องโดยสารอัตโนมัติ ระบบสัญญาณกันขโมย** ระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม (immobilizer) และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในรถ

3. ระบบขับเคลื่อน...เทคโนโลยีล้ำสมัยให้ทั้งสมรรถนะที่โดดเด่นและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

1. แลน เซอร์ อีเอ็กซ์ มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ขนาดเล็กและเบา บล็อก 4B10 ขนาด 1.8 ลิตร FFV และ 4B11 ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC MIVEC
2. ล้ำ หน้ากับเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ ด้วยเสื้อสูบอลูมิเนียม ฝาครอบวาล์วแบบพลาสติกพิเศษ พร้อมโครงสร้างการวางท่อร่วมไอเสียไว้ด้านหลัง และการติดตั้งแผ่นสแตนเลสครอบท่อร่วมไอเสียโดยรอบเพื่อป้องกันความร้อน มาพร้อม MIVEC ระบบวาล์วแปรผันที่ควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วทั้งไอดีและไอเสียให้แปรผัน สัมพันธ์กับอัตราเร่งในทุกๆรอบเครื่องยนต์และทุกสภาพการขับขี่ จึงให้ทั้งสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม
3. ระบบ เกียร์อัจฉริยะ CVT พร้อมติดตั้งระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะ INVECS-III แบบ 6 จังหวะ เติมเต็มอารมณ์สปอร์ต และเร้าใจยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Sport Mode ให้การปรับเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลและแม่นยำ เหมาะสมในทุกรอบความเร็วของเครื่องยนต์ เพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน ตอบสนองทุกอัตราเร่ง พร้อมการประหยัดน้ำมัน
4. มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ รุ่น 1.8 ลิตร ถือเป็นรถยนต์ FFV รุ่นแรกที่ผลิตจำนวนมากเพื่อการจำหน่ายในประเทศไทยติดตั้งเครื่องยนต์ทัน สมัยรองรับได้ทั้งน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลล์ทุกชนิดจนถึง E85 ทั้ง นี้เพื่อตอบสนองนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลในฐานะวาระแห่ง ชาติ รวมทั้งสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
5. มั่น ใจในสมรรถนะแม้เติมน้ำมันที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน 100 % ไปจนถึงน้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอล (แก๊สโซฮอลล์) ได้ทุกสัดส่วนตั้งแต่ E0 ถึง E85 เพราะด้วยสมองกลอัจฉริยะของเครื่องยนต์ “INTELLIGNET ECU” ระบบจะทำการตรวจวิเคราะห์และคำนวณสัดส่วนของเอทานอลที่มีอยู่ในถังน้ำมัน เชื้อเพลิง และปรับการฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันกับอากาศที่ เหมาะสมที่สุดในทุกสภาวะของเครื่องยนต์ โดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่ดีที่สุด
6. มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ FFV 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงที่ 139 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร ซึ่งรองรับทั้งเบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล์ E10 และ E20 ให้กำลังสูงสุด 154 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 198 นิวตัน-เมตร ที่ 4,250 รอบต่อนาที
7. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ทุกรุ่นผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4

4. ระบบช่วงล่าง...ใหม่ แข็งแกร่ง อีกระดับของการควบคุมและเสถียรภาพในการขับขี่

1. มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ติดตั้งระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยส์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบมัลติลิงค์พร้อมคอยส์สปริง และเหล็กกันโคลง ช่วยให้รถมีการทรงตัวเป็นเยี่ยมและง่ายต่อการควบคุม ยิ่งไปกว่านั้นในรุ่น GT ยังมีการติดตั้งเหล็กค้ำโช้คหน้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งเมื่อใช้ ความเร็วสูง
2. เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดและการควบคุม ที่ดีที่สุด รวมไปถึงการทรงตัวและความสะดวกสบายในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ จึงมาพร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้วและ 18 นิ้ว โดยในรุ่น GT มาพร้อมล้ออัลลอยล์ขนาดใหญ่สุดในรถระดับเดียวกัน แบบ 10 ก้านขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 215/45R18 เพิ่มการยึดเกาะถนนและการเข้าโค้งพร้อมสมรรถนะที่เป็นเยี่ยม ในขณะที่รุ่น GLS-Ltd. GLS และ GLX มาพร้อมล้ออัลลอยล์ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางแบบ 205/60 R16 เพื่อความแม่นยำในการเข้าโค้งและสะดวกสบายในการขับขี่
3. โดด เด่นด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบที่สุดในรถระดับเดียวกันเพียง 5.0 เมตร เพิ่มความสะดวกในการขับขี่มากยิ่งขึ้น แม้จะมีห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในรถระดับเดียวกันก็ตาม

5. มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย...ได้มาตรฐานโลก

1. ตัว ถังของรถมิตซูบิชิแลนเซอร์ อีเอ็กซ์ ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ RISE Body เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคานเหล็กนิรภัยในประตู นอกจากนี้ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยส่วนรับแรงกระแทกด้านข้างแบบ Ultra High Tensile Steel จึงทำให้สามารถปกป้องแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. เสริม ความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม (immobilizer) ระบบสัญญานกันขโมย** และมั่นใจยิ่งกว่าด้วยระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า** และระบบเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติพร้อมระบบผ่อนแรง** อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกด้วยดิสก์เบรกขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับ ล้อขนาด15 นิ้วขึ้นไป สำหรับรุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ GLX พร้อมรองรับล้อขนาด 16 นิ้วขึ้นไปสำหรับรุ่น GT
3. ด้วย เบาะนั่งคู่หน้าสไตล์สปอร์ตที่ได้รับการออกแบบเฉพาะช่วยปกป้องอันตรายที่จะ เกิดกับคอ ในขณะที่ฝาประโปรงและกันชนหน้ามาพร้อมโครงสร้างที่จะช่วยซึมซับแรงกระแทก เพื่อลดการบาดเจ็บรวมทั้งปกป้องคนเดินถนน
4. เข็มขัด นิรภัยคู่หน้าแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ ช่วยลดแรงกระแทกจากการชนเพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดการชนจากด้านหน้า รวมทั้งลดอาการบาดเจ็บที่หน้าอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. รุ่น GT มาพร้อมไฟหน้าติดตั้งระบบเพิ่มความสว่างขณะเข้าโค้ง (AFS) ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการมองเห็นสำหรับการขับขี่ยามค่ำคืน

* เฉพาะรุ่น GT
** ยกเว้นรุ่น GLX
ข้อมูลการขาย

# เป้าหมายการขายในช่วง 6 เดือนแรก (มีนาคม 2553) 4,000 คัน

# กิจกรรมการตลาด

1. เปิดรับจองล่วงหน้า ตั้งแต่ 16 กันยายน เป็นต้นไป
2. เปิดขายอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 16 ตุลาคม เป็นต้นไป
3. งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 16-18 ตุลาคม (10:00-21:00)
4. กิจกรรมโรดโชว์ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตุลาคม 2552- มีนาคม 2553

# เปิดขายอย่างเป็นทางการ
# ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิ 129 แห่งทั่วประเทศ ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว
ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง “ไดมอนด์ อินชัวรันส์”


มั่นใจเต็มที่กับคุณภาพของการบริการหลังการขาย และอะไหล่แท้ของมิตซูบิชิ

ความ พร้อมของการบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด DIAMOND ถือเป็นสิ่งที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุด ด้วยเหตุนี้บริษัทฯ จึงเน้นคุณภาพสูงสุดของศูนย์บริการทั้ง 129 แห่ง ให้มีความพร้อมทั้งด้านการบริการ การขาย และอะไหล่ ด้วยการสร้างบุคลากรให้มีทักษะ เชี่ยวชาญในทุกด้าน ทั้งด้านความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ของรถมิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ โดยการจัดอบรมพนักงานขาย พนักงานช่างศูนย์บริการ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังจัดสำรองอะไหล่สิ้นเปลืองไว้ เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการได้ทันท่วงที พร้อมการกำหนดราคาของอะไหล่ มิตซูบิชิ แลนเซฮร์ อีเอ็กซ์ ให้สามารถแข่งขันได้
เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ด้วยราคาโดนใจ

มิ ตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ มี 4 รุ่นให้เลือก เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยมี 5 สีให้เลือก ประกอบด้วย สีแดง สีบรอนซ์เงิน สีบรอนซ์ทอง สีเทาดำ และสีดำ พร้อมราคาขาย:
1. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLX ราคา 831,000 บาท
2. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLS ราคา 886,000 บาท
3. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 1.8 MIVEC GLS-Ltd. ราคา 899,000 บาท
4. มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์ 2.0 MIVEC GT ราคา 1,034,000 บาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

ระทึกไฟไหม้รถ BMW ติดแก๊ส หน้าปั้ม ปตท.กงไกรลาศ



ระวัง!!!!!!!!!!!!!กันหน่อยนะขอรับ ท่านทั้งหลายการใช้แก๊ส มันถูกก็จริง แต่เราต้องหมั่นดูแลรักษา ตรวจสอบข้อต่อ ท่อส่งก๊าซ ต่างๆ ย้ำนะขอรับ ว่า.......!!!!!!!ทุก....ทุก.....วัน ก่อนออกเดินทางไปไหนต่อไหน แล้วเวลาไม่ใช้ถ้าเป็นไปได้ ปิดวาวล์ที่ตัวถังเลยครับ
ลองอ่านดู นะขอรับเกิดขึ้นประจำ แต่นี้มันดันเกิดในปั๊ม ถ้ามัน.....!!!!????? ก็คงจะน่าดูชม

สุโขทัย – เกิดเหตุระทึกขวัญกลางดึก หลังรถ BMW ติดแก๊สเกิดไฟไหม้หน้าปั๊ม ปตท.กงไกรลาศ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงจึงควบคุมเพลิงได้

ช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา (6 ก.ย.) พ.ต.ต.รักพงษ์ วังใน สารวัตรเวร สภ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ได้รับแจ้งมีเหตุไฟไหม้รถยนต์เก๋งดัดแปลงติดตั้งแก๊ส LPG บนถนนสิงหวัฒน์ หน้าปั้มน้ำมัน ปตท. หมู่ 4 ต.บ้านกร่าง จึงรีบประสานไปยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลฯ และรุดไปตรวจสอบพร้อมนายชวนินทร์ เพมะ นายกเทศมนตรีตำบลกงไกรลาศ

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ปิดเส้นทางการจราจรทั้ง 2 ฝั่ง เนื่องจากกลัวเกิดการระเบิด ด้านเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้นำรถบรรทุกน้ำ 2 คัน ระดมฉีดสกัดไฟที่กำลังโหมลุกไหม้รถยนต์ทั้งคัน นาน 30 นาที จึงควบคุมเพลิงไว้ได้

จากการตรวจสอบรถยนต์เก๋ง ดังกล่าว ยี่ห้อ BMW รุ่น 520 ทะเบียน 9ง-3359 กรุงเทพมหานคร สภาพดัดแปลงติดตั้งแก๊ส LPG ใส่ล้อแม็ก ติดตั้งเครื่องเสียงอย่างดี ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน

นายไกกูณฐ์ ศรีประเสริฐ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/599 หมู่ 3 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นเจ้าของรถ เล่าว่า ตนเองและพ่อกับญาติ รวม 3 คน มาเยี่ยมน้องสาวที่สุโขทัย และกำลังจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางได้แวะเติมแก๊ส มาแล้วทั้ง 2 ปั้ม แต่เติมไม่เข้า จึงได้มาแวะเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ ที่ปั้มน้ำมัน ปตท. แทน

แต่ ขณะขับออกมาจากปั้มถึงกลางถนน ปรากฏเกิดมีประกายไฟใต้ท้องรถ จากนั้นไฟก็ลุกท่วมอย่างรวดเร็ว ทุกคนในรถจึงรีบเปิดประตู หนีตายออกมา โดยสามารถคว้ากระเป๋าเสื้อผ้า มาได้เพียงใบเดียว เบื้องต้นคาดสาเหตุเกิดจาก ระบบแก๊สรั่วไหล อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบ โดยละเอียดอีกครั้ง
ขอบคุณ ข่าว ASTV ผู้จัดการ
อ่านต่อกดจ๊ะ......

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เป็นไปได้?...เชฟโรเลต โวลต์ ใช้น้ำมัน 1.2 ลิตรวิ่งได้ 100 กม

โอ พระเจ้า.....มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้ามันทำได้จริงแขกขายน้ำมันคงจะช้ำใจตายแน่ๆๆๆ ลองอ่านกันดูนะจ๊ะ



ข่าวต่างประเทศ - คาด เชฟโรเลต โวลต์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ หลังผลอัตราประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 100 กิโลเมตร ต่อน้ำมันเชื้อเพลิง 1.2 ลิตร จากกระบวนการทดสอบโดยใช้มาตรฐานความประหยัดของสถาบันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของ สหรัฐอเมริกา (อีพีเอ)
เชฟโรเลต โวลต์



เชฟโรเลต โวลต์ มีกำหนดเริ่มการผลิตในช่วงปลายปี 2553 และจะออกมาจำหน่ายจริงในปี 2554 นั้น ได้รับการคาดการณ์ว่าจะสามารถขับเคลื่อนได้ระยะทางไกลถึง 64 กิโลเมตร โดยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว และถ้าหากใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงร่วมด้วยแล้ว จะสามารถโลดแล่นบนท้องถนนได้มากกว่า 480 กิโลเมตร

“จากข้อมูลที่เราได้เห็นนั้น ผู้ขับขี่รถเชฟโรเลต โวลต์ ส่วนใหญ่อาจใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวในการใช้งานชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเลยก็ได้ผู้ขับขี่โวลต์ จะได้รับสมรรถนะ และประโยชน์สูงสุด เมื่อชาร์จไฟอย่างน้อยหนึ่งครั้งในแต่ละวัน” ฟริตซ์ เฮนเดอร์สัน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ จีเอ็ม กล่าวและว่า
“ข้อกำหนดของอีพีเอ คือเครื่องชี้วัดที่ลูกค้าจะใช้เปรียบเทียบความประหยัดของรถแต่ละคัน ซึ่งการพัฒนายานยนต์ที่มีอัตราบริโภคน้ำมันถึง 100 กิโลเมตร ต่อ 2 ลิตร หรือประหยัดยิ่งกว่านั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งสำคัญ”

สมรรถนะที่แท้จริงของเชฟโรเลต โวลต์ ของผู้ขับขี่แต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลากหลายด้าน เช่น ใช้ระยะทางเดินทางเท่าใด มีการขนส่งหรือมีผู้โดยสารมากเพียงใด รวมถึงใช้อุปกรณ์อย่างเครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆหรือไม่ ซึ่งข้อกำหนดของอีพีเอสำหรับรถชาร์จไฟแบบปลั๊กอิน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสรุปครั้งสุดท้ายนั้น ตั้งมาตรฐานที่การชาร์จไฟเพียงหนึ่งครั้งต่อหนึ่งวัน โดยการทดสอบ โวลต์ ทั้งในการขับขี่ในเมือง และนอกเมืองของอีพีเอนั้น คาดการณ์ได้ว่า โวลต์จะขับเคลื่อนได้ระยะทางสูงสุดถึง 64 กิโลเมตรโดยการใช้แต่พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว โดยปราศจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป

ภายใต้กระบวนการทดสอบอัตราประหยัดรูปแบบใหม่นี้ อีพีเอ จะทดสอบรถปลั๊กอินพลังงานไฟฟ้าจากการใช้งานบนท้องถนนในเมืองมากกว่านอกเมือง โดยอีพีเอ จะพิจารณาจากอัตราบริโภคไฟฟ้าเป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อการวิ่งระยะทาง 161 กิโลเมตร ซึ่งจีเอ็ม คาดว่า เชฟโรเลต โวลต์ จะมีอัตราบริโภคกำลังไฟอยู่ที่เพียง 25 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 161 กิโลเมตร (หรือ 15.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร) หรือถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ราว 50 สตางค์ต่อ 1 กิโลเมตร (หรือ 1.6 เซนต์ ต่อ 1 กิโลเมตร)

เชฟโรเลต โวลต์ ใช้ระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อเป็นขุมพลังหลักเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ ระบบปฏิบัติการของโวลต์นั้นประกอบไปด้วยสองแบบ คือระบบไฟฟ้า และระบบที่สามารถใช้งานได้เป็นระยะทางไกลมากขึ้น (E-REV: Extended-Range Electric Vehicle) สำหรับระบบไฟฟ้า โวลต์ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน จึงไม่ก่อให้เกิดควันไอเสียขณะขับขี่ เนื่องจากโวลต์จะสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากชุดแบตเตอรีลิเธียม-ไอออน (lithium-ion)

เมื่อแบตเตอรี่ลดลงถึงระดับที่กำหนดไว้ต่ำสุด โวลต์จะปรับเข้าสู่แบบการใช้งานสำรองเพิ่มระยะทางขับเคลื่อน (Extended-range) โดยอัตโนมัติ ในโหมดนี้เครื่องยนต์กำเนิดไฟฟ้าจะผลิตกระแสไฟป้อนเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้ ต่ออีกหลายร้อยกิโลเมตร ส่วนพลังงานสำรองที่เหลือในแบตเตอรี่จะช่วยเสริมการทำงานของเครื่องยนต์ กำเนิดไฟฟ้าเมื่อมีความจำเป็นต้องเร่งเครื่อง หรือเมื่อขึ้นเนินสูงชัน

“โวลต์ เป็นยานยนต์ที่ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง โดยมีอัตราประหยัดเชื้อเพลิงในการขับขี่ในเมือง เพียง 1.2 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมของสมรรถนะระบบส่งกำลังขับเคลื่อนและความ สามารถทดแทนการใช้น้ำมัน” แฟรงค์ เวเบอร์ ผู้บริหารสายยานยนต์สากล เชฟโรเลต โวลต์ กล่าว “นอกจากนี้ โวลต์ ยังเป็นยนตรกรรมที่ผสมผสานความเป็นยุโรป ซึ่งอาจจะนำมาปรับใช้ในจีน โดยมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงเพียง 1.6 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร สำหรับการขับขี่ที่ผสมผสานในเมืองและบนทางหลวง ในปีหน้านี้เราจะได้ทดลองขับจริง พร้อมกับการผลิตโวลต์ ไปจนถึงการเปิดตัวโวลต์อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี เรารู้สึกมั่นใจกับพัฒนาการในครั้งนี้ และเรายังคงคิดอีกว่าว่าเราต้องเผยแพร่ความคืบหน้าตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับที่เราทำกับพัฒนาการด้านอื่นๆของโวลต์มาโดยตลอด”

Data ASTV
อ่านต่อกดจ๊ะ......